ฉันทำงานเป็นผู้ประสานงานข้อมูลวัฒนธรรมได้พักนึงแล้ว
คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวฉันเป็นระยะๆ เมื่อไปพบเจอข้อมูลดีดีใหม่ใหม่ ที่ฉันตระหนักว่ามันมีคุณค่า พอที่จะนำมาเก็บรักษา และเผยแพร่ในคลังเอกสารสาธารณะ http://openbase.in.th/ และที่กำลังจะกลายเป็นห้องสมุดสาธารณะบนเว็บไซต์ในอนาคตอันใกล้นี้ คำถามนั้นก็คือ ทำไมต้องศึกษา และพยายามรู้จัก เข้าใจเรื่องวัฒนธรรม ?
ด้วยเกรงว่า สิ่งที่ตัวเองทำ และใช้เวลาส่วนมากในชีวิตทำอยู่ จะไร้ค่า เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูล ก็เลยต้องมาพึมพำกับตัวเอง และพยายามทำให้ความรู้สึก กลายเป็นตัวหนังสือ
ฉันยังไม่ใช่ นักมานุษยวิทยา ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ฉันเป็นเพียงคนที่อ่านข้อมูลเหล่านี้ รวบรวม เชื่อมโยง ให้ทุกคนเข้าถึง และเพียงอยากหาเหตุผลว่าทำไมคนอื่นต้องอ่านข้อมูลเหล่านี้ คิดว่า…
- การอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต น้อยนัก ที่จะได้ข้อมูลที่เป็นจริง จากแหล่งที่มาที่เป็นจริง ข้อมูลที่ฉันรวบรวมมาเก็บไว้ในห้องสมุดในอนาคตนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ และอ้างอิงได้ เพราะเป็นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าเอาไปใช้ก็อย่าลืมอ้างอิงแหล่งที่มานะ สำคัญมาก
- หากสนใจ ใคร่รู้เรื่องราวเฉพาะ ที่อยู่ในวิถีชีวิต ก็เหมาะมากที่จะเปิดมายังเว็บนี้ เช่น หากสงสัยเรื่อง ข้าว ว่าคนประเทศเราภาคกลาง และใต้กินข้าวเจ้า แต่คนภาคอีสาน กับภาคเหนือกินข้าวเหนียว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นแล้วคำพูดที่ว่า แต่ก่อนคนไทยกินข้าวเหนียว และถ้าอย่างนั้นข้าวเจ้ามาจากไหน หากคุณสนใจมากขนาดนี้ ในภาวะชีวิตที่มีเวลาน้อย แล้วยังต้องแบ่งเวลามาหาคำตอบจากแหล่งที่มาทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือผู้รู้ ซึ่งฉันคิดว่าเมื่อใช้เวลาของฉันไปกับมันแล้ว ฉันจะแบ่งปันให้กับทุกคน เพื่อจะได้ประหยัดเวลาในการเข้าถึงความรู้จากแหล่งต่างๆ จากการเชื่อมโยงในเว็บนี้
- ฉันพบว่า การได้รู้เรื่องราวในอดีต มันตอบคำถามวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราได้ ว่าทำไมคนประเทศเราจึงกินข้าว ไม่ได้กินขนมปัง ทำไมจึงใส่ผ้าฝ้ายไม่ใส่ผ้าลินิน ทำไมแต่ก่อนผู้คนอาศัยอยู่บ้านไม้ ไม่ใช่คอนโด ภาษาไทย เอกลักษณ์ประจำชาติ ที่เราพูดกันทุกวันนี้มีที่มาจากไหน และการรู้ว่าในอดีตตัวเองเคยทำอะไรมาก่อน ประสบการณ์นั้นก็ควรจะมีค่า ในฐานะภูมิปัญญา ที่เป็นพื้นฐานความคิดสิ่งใหม่ๆให้กับเรา เพื่อชีวิตของคนในอนาคต
- ………………..
ดูเหมือนว่าฉันจะเริ่มสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว …