เช้าวันนี้เป็นวันที่หมดแรงสุดๆ จนแทบจะเป็นลมอยู่หลายรอบ ผลมาจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นวานนี้ ก๋วยเตี๋ยว กับ ผัดไท ในละแวกหอหัก
ผลของการอยากออกไปกินอาหารข้างนอก เพื่อจะได้ถือโอกาสยืดเส้นยืดสายบ้างนั้นช่างน่าผิดหวังจริงๆ ผิดหวังยิ่งกว่าโผคณะรัฐมนตรีของนายก ผิดหวังยิ่งกว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในยามเศรษฐกิจในกระเป๋าฝืดเคือง ที่ตามมาหลังความผิดหวังคือความเศร้า และความเซ็ง ในการรับสภาพของสารพิษจากอาหารที่พร้อมใจกันแผลงฤทธิ์ในท้องของข้าพเจ้านั่นเอง
หลังจากที่เริ่มหันมาทำกับข้าวกินเองเมื่อปีที่แล้ว เพราะร่างกายสะท้อนว่ารับสารพิษมาเกินขนาดตั้งแต่เด็กจนสาวสวยแล้ว (อิอิ..) ซึ่งมีหลักฐานจากการบ่นในบล็อกของตัวเองในก่อนหน้านี้ ตอนนี้เวลาแบบนั้นได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นความสามารถพิเศษ หรือว่าเป็นกรรมที่อ่อนไวกับสารพิษ รู้สึกทรมานกับมันมากกว่าเพื่อนๆหรือคนอื่นๆที่เขาก็กินเช่นเดียวกัน หรือบางทีคนอื่นอาจไปแผลงฤทธิ์ตอนแก่กว่านี้หรือเปล่านะ
ข้าพเจ้าจะขอบรรยายอย่างละเอียดเลยละกันว่า ก๋วยเตี๋ยว และผัดไท ที่ว่านั้นมีหน้าตายังไง เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพ
เริ่มจากก๋วยเตี๋ยว ร้านนี้เพิ่งเปิดใหม่ในซอย เราก็กะว่าจะเป็นความหวังใหม่ เหมือนกับได้นายกใหม่ อู อย่านอกเรื่อง! หวังว่าจะมีร้านที่กินแล้วไม่เกิดอาการเหมือนกับเกือบทุกร้านที่เสี่ยงชีวิตกินในซอยก่อนหน้านี้ ผลปรากฏว่าช่างสามัคคีกันดีมาก เริ่มจากน้ำก๋วยเตี๋ยวที่คาดว่าจะใช้ผลชูรสสองห่อใหญ่ๆเทลงไปในน้ำร้อนที่ติ๊ต่างเรียกว่าน้ำซูป (เคยแอบเห็นของจริงมาแล้ว ขนหัวลุกเลย) ลูกชิ้น เนื้อ เครื่องใน ที่ถูกแช่แล้วกรุบกรอบ (ไม่รู้ใช้สารอะไรไม่เชี่ยวชาญ ไปเรียนต่อเรื่องนี้ดีมั๊ยเนี่ย!) สารฟอกสีให้ขาวจั๊ว ถั่วงอกที่ทั้งขาว และแข็ง (สารฟอร์มาลีน เมื่อไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่าเลยไปเช็คกับเน็ตดู ปรากฏไปรู้เพิ่มมาว่า มันเป็นสารก่อมะเร็ง เหอๆ)
เพราะความตะกระแท้ๆ หิวจนตาลาย คิดว่าความรู้สึกคำแรกของผงชูรส และเนื้อที่เปื่อยยุ่ยผิดปกตินั้นจะเป็นอันตรายน้อยกว่าโรคกระเพาะอาหาร เธอเลยกินจนหมดเลย นี่ยังไม่รวมบรรดาเรื่องคุณภาพของเครื่องปรุงนะ และแล้วเมื่อก้าวออกจากร้านก็เริ่มอาการคอแห้ง เวียนหัว และคลื่นไส้ อาการอาหารเป็นพิษ ที่เคยไปหาหมอใช้บัตรประกันสังคมแล้วผิดหวังกับบางเรื่องอีกนั่นล่ะ
ต่อมาก็คิดว่าน่าจะหาอาหารที่จะมาช่วยบรรเทาอาการได้เลยนึกถึงผัดไทที่ยังไม่เคยกินมาก่อนเหมือนกัน (ภาษิตไทยเรียกหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ) ครั้นแล้วปรากฏว่า ผัดไทที่สั่งมาหน้าตาน่ากลัวขึ้นมาจากน้ำมันและกะทะ กุ้งเล็กๆสีแดง ผัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วงอกที่ได้มาเป็นส่วนผสมมากกว่าก๋วยเตี๋ยวหลายเท่านัก เราเลยกินไปนิดนึง (เดี่ยวขาดทุน) อยากถ่ายรูปถั่วงอกมาให้ดูมาก แต่กลัวโดนเจ้าของร้านอัด เลยรีบเดินกลับห้อง ทั้งเวียนหัวและอยากอาเจียน ซึ่งระหว่างทางรีบไปซื้อนมสดมาด้วย
ถึงห้องก็จัดการเลย ดื่มน้ำมากๆ ล้วงคอให้อาเจียนแล้วก็ดื่มนม กับน้ำ แล้วก็กินยาสมุนไพรล้างพิษปรากฏว่าเขาสู้กันดุเดือดมาก ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน และท้องเสียตอนตีสี่ตีห้าต่อ โอ้! สุดๆ จำรอบไม่ได้ แล้วก็เริ่มคิดว่าต้องหาข้าวกินเพื่อให้ไม่เป็นลม เลยหุงข้าวแล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีผัดผัก กับแกงจืด ซึ่งวันนี้สาบานกับตัวเองไว้ว่าจะไม่แตะผงชูรสเด็ดขาด กินได้หน่อยเดียว เลยมานั่งบ่นให้คุณๆฟังนี่หล่ะ
ตะกี้ไปเปิดดูบทความเกี่ยวกับสารฟอร์มาลีนในอาหาร ปรากฏว่าที่จริงนั้นมันมีโทษกับผู้ขาย แต่โทษไม่หนักมากหรอกค่ะ กำลังพยายามคิดว่าจะทำไงต่อไป แจ้งกระทรวงสาธารณสุขเลยมั๊ยใกล้แค่นี้เอง สงสารคนทำมาหากินอีกหล่ะ แอบโทษตัวเองที่อ่อนไหวกับสารพิษมากกว่าชาวบ้านเดี๋ยวเขาจะว่าทีคนอื่นกินไม่เห็นเป็นไร อย่าสำออยน้อง ศก.ยิ่งไม่ดีอยู่….ฯลฯ เขียนจดหมายถึงนายกดีมั๊ยเนี่ย !ฮึ
คุณภาพชีวิตกับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไปนั้นมีความสัมพันกันอย่างแยกไม่ออก อารมณ์ไก่กับไข่นั่นล่ะ (อะไรมันเกิดก่อนกัน) ทำให้เห็นว่านอกจากผู้ขายไม่ได้ใส่ใจกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ไม่รับผิดชอบต่ออาหารที่ตัวเองทำขายแล้ว ผู้บริโภคยังขาดข้อมูลข่าวสารถึงการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเช่นนี้ ไม่อยากให้ภาวะคุณธรรมหดหายไปด้วยเลย คนระดับรากหญ้า หรือระดับกลางที่ไม่ใช่คนชั้นสูง ที่ต้องทานอาหารรถเข็น อาหารในซอย อาหารข้างทางจะมีอาหารที่มีคุณภาพทานไม่ได้เชียวหรือ…
จู่ๆ สำนวนภาษาอังกฤษตอนมัธยมผุดขึ้นมาในหัว You are what you eat ครูขาหนูซึ้งกับคำนี้สุดๆเลยค่า ตอนนี้ขอไปนอนพักก่อน เดี๋ยวมาคิดเรื่องนี้ต่อ วันนี้บ่นได้พอสมควรแล้วล่ะ กลับมาที่สภาพของดิฉันตอนนี้เหมือนจะดีขึ้นแล้ว คงรอดตายแล้วค่าวันนี้ เฮ้อ!.
(ขออภัย! หากการใช้ภาษาจะดูมึนๆ งงๆ ความสามารถด้านการอธิบายอาจลดลง เหอๆ)
เห็นด้วยๆๆ คุณภาพชีวิตกับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไปนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดีกันทุกคน อิอิ