เหตุผลของการมีชีวิตอยู่

กรกฎาคม 12, 2008 - No Responses

มีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้ หรือเรียนรู้เพื่อมีชีวิต สองคำนี้หากพิจารณาดีดี ความหมายมันต่างกัน

การมีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้ คือการเปิดโลกให้กว้าง ทำตัวให้เป็นน้ำเต็มแก้วเสมอ (รู้นะแต่ไม่ร้ว่าทำได้ดีแค่ไหน ฮิๆ) การถือว่าผิดเป็นครู ประสบการณ์ทุกอย่างทั้งดีและร้าย หรือความอ้างว้างว่างเปล่าที่เคยมองว่ามันคือความทุกข์ หรือสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข ทุกอย่างคือสิ่งที่หลอมรวมให้เกิดตัวตนของเราในวันนี้ เราเรียนรู้ทุกอย่างผ่านถนนสายกาลเวลา สั่งสม สะสมเรื่อยมา การที่เราคิดว่าตัวเองโตขึ้นทุกวัน เป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวัน เพราะเรารู้จักโลกมากขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็เลือกวิธีรู้จักโลกนี้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่คล้ายกันดูเหมือนว่าเราจะเป็นเพื่อนร่วมสังคม และเพื่อนร่วมโลกกัน เราเชื่อมั่นว่าการเรียนรู้จากวันนี้จะทำให้วันพรุ่งนี้ดีขึ้น แต่มันก็คงไม่มากเกินไปกว่าการทำให้วันนี้ดีที่สุด ที่เหลือก็ปล่อยมัน

การเรียนรู้เพื่อมีชีวิต นับว่าคล้ายกันกับคำข้างบนที่ว่า หากมองว่าประสบการณ์ในวันนี้จะทำให้วันพรุ่งนี้ดีขึ้น ที่เหลือก็จะต่างกันในแง่ของจุดมุ่งหมายที่อาจต่างกันไปตามคำนิยามของแต่ละคน สำหรับเราคิดว่าหากพุ่งเป้าไปเพียงแค่ความต้องการมีชีวิต หรือการมุ่งเน้นเพียงการมีคุณภาพที่ดี ยืนยาว หรือร่ำรวย การได้อยู่เหนือกว่าคนอื่น หรือการดำรงอยู่เพื่อรับใช้ความปรารถนาของผู้อื่นและตรงกันข้ามฯ จะออกแนวความหมายของการเห็นแก่ตัวมากกว่าคำแรก

คุณค่าของชีวิต อันนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะกำหนดเอาไว้อย่างไร บางคนก็เอื้อเฟื้อคืนสิ่งดีดีกลับสู่สังคม บางคนก็คืนสิ่งดีดีให้กับครอบครัวผู้มีพระคุณ บางคนก็ออกเดินทางท่องเทียวแล้วใช้คำว่าคืนกำไรให้ชีวิต บางคนก็อยากทำบางเรื่องที่เป็นความต้องการและความใฝ่ฝันให้สำเร็จ การพิจารณาคุณค่าเฉพาะความสำเร็จที่วัดได้ อาจวัดได้ส่วนมากจากการทำงาน แต่ในชีวิตการวัดคุณค่าจากความสำเร็จบางทีก็วัดไม่ได้กับทุกเรื่อง

แต่ก็นั่นหล่ะ การจะใช้ชีวิตบนคำนิยามอย่างไรแล้วแต่การให้คำจำกัดความและความหมายส่วนบุคคล ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้  จะมีชีวิตหรือเรียนรู้อย่างไรก็ได้ เพราะชีวิตเป็นของเราอยู่แล้ว

หนังเกาหลีมีดียังไง?ไยเธอจึงติดหนังเกาหลี?

กรกฎาคม 11, 2008 - One Response

ยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่ติดหนังเกาหลีอย่างชนิดที่ ว่ารอคอยให้ถึงวันเสาร์อาทิตย์เร็วๆ อยู่หลายเรื่องคือ แดจังกึม ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา เป็นต้น ซึ่งจบไปแล้ว ก็เลยอดที่จะต้องมาตั้งคำถามว่าหนังเกาหลีนี่ดียังไง ทำไมอิชั้นจึงได้ติดได้ขนาดนี้

ไยเธอจึงติดหนังเกาหลี ?

  • เนื้อหาดี ให้ข้อคิดดีๆอยู่เกือบตลอด ถ้าเราฉุกคิดซักนิดจะได้แง่มุมที่ดีเยอะมาก
  • กระบวนการผลิตดี เค้าทำหนังได้ละเมียดละไมมาก แสดงให้เห็นว่าผ่านการคิดมาเยอะ
  • มีการร่วมมือกันระดับประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของ รัฐบาลเลย ว่าจะสอดแทรกเรื่องวัฒนธรรมเข้าไปในหนังรูปแบบไหน ทั้งๆที่วัฒนธรรมเกาหลีเป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ทำไมคนถึงได้รู้จักกันทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการระดมคนเก่งเรื่องการเขียนบทจากหลายประเทศ มีการลงทุนสร้างเมืองที่เอาไว้ให้ถ่ายทำ ได้ข่าวว่าคนไปเที่ยวมีมากเท่าๆคนกรุงเทพเลยทีเดียว เผลอๆอาจจะมากกว่า ทำรายได้เข้าประเทศได้มามหาศาล นับเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน (เรื่องนี้แอบหยิบข้อมูลมาจากสัมมนาละครไทยที่เคยเข้าร่วมของที่ สสย.จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว)
  • ส่วนคำตอบที่ได้รับจากผู้ผลิต ที่ตอบคำถามว่าทำไมละครไทยจึงน้ำเน่า (แต่เราก็ติด) คือ ผู้ชมชอบแบบนี้  ต้นทุนสูง อยากให้รัฐสนับสนุนกองทุน เวลามีจำกัด ต้องเอาใจสปอนเซอร์(สังเกตุจากการที่ต้องมีโฆษณาแฝงอยู่ตลอด) ฝ่ายผู้ประพันธ์ก็บอกว่าบทถูกแก้จนไม่เหมือนเดิมแล้ว  เป็นต้น

พักนี้ไม่ดูแล้วค่า เพราะกลัวติดเหมือนเคย (ถ้าไม่อยากติดก็อย่าดูตั้งแต่แรก อิๆ)  ว่างๆจะเอาแง่มุมเรื่องโฆษณาแฝงมาแลกเปลี่ยนกันค่ะ ท่านใดชื่นชอบ หรือติดหนังเกาหลีอย่างดิฉันขอเชิญแลกเปลี่ยนนะคะ (ดิฉันจะได้มีพวก อิๆ)

ความเห็นแก่ตัวของฉัน

กรกฎาคม 11, 2008 - No Responses

แม้จะรู้ว่าความเห็นแก่ตัวนั้นทำให้ทุกข์ แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราเห็นแก่ตัว และทุกข์ คราวนี้ก็เลยเอาธรรมะของท่านพุทธทาสมาฝากอีกแล้วค่ะ (จากหนังสือ : ความนึกคิดชั่วขณะที่ต้องบรรทึกไว้ก่อนแต่จะลืมเสีย มีหนังสือธรรมะติดตัวอยู่เล่มเดียว แต่เนื้อหาในนี้มีมากมาย ยังคิดตามได้ไม่หมดเลย)

ข้อคิดอ่านแล้วสรุปเอาเอง

  • ตัวกู ของกู คือความเห็นแก่ตัว ทุกข์จึงมาจากการเห็นแก่ตัว เหตุเพราะยึดติด เป็นศัตรูภายในใจที่กำจัดได้โดยไม่ยึดติด (หน้า 142 หัวข้อ กำจัดศัตรูทั้งภายนอกภายในด้วยความไม่เห็นแก่ตัว)
  • ความเห็นแก่ตัว คือไม่อยากสูญเสีย หมดไป เป็นการเกลียดการหมดตัว มีอาการของนิวรณ์ กิเลส ที่สามารถทำให้เรากลายเป็นคนบ้าได้ เมื่อเราเห็นแก่ตัว เรากระทำการเห็นแก่ตัว สุดท้ายเราก็ทุกข์จากกรรมที่เกิดจากการเห็นแก้ตัวนั้น (หน้า 156 หัวข้อ การเห็นแก่ตัว ทำลายตัว)
  • คนในสังคมล้วนแต่ใช้เครื่องมือ วิทยาการ เทคโนโลยี ศิลปะ มาไว้ใช้เพื่อการหาประโยชน์เข้าตัวเอง เหตุของการทำลายธรรมชาติและทุกอย่าง (หน้า 157 หัวข้อ การเห็นแก่ตัว ทำลายโลก)
  • การศึกษาสอนให้คนฉลาด แต่ไม่สอนให้มีคุณธรรม ไม่ควบคุมความฉลาด ยิ่งฉลาดยิ่งอันตราย การสอนนักเรียนควรสอนให้ไม่เห็นแก่ตัว (หัวข้อ ความเห็นแก่ตัว(ควันหลง))

ความสุขอยู่ที่ไหน?

พยายามหาคำตอบจากหนังสือธรรมะ เผลอพลิกไปเจอด้านหลังเล่ม ท่านกล่าวว่า

  • ความสุขคือไม่ต้องการความสุข
  • ความดับทุกข์ต้องแลกเอาด้วยการไม่ต้องการความสุข
  • ดังนั้น ความสุขแท้ จึงมี เมื่อเราไม่ต้องการความสุข! นะโว้ย!

มาถึงตอนนี้ถึงขั้นทราบแล้วค่ะ และจะพยายามปฏิบัติเป็นขั้นต่อไป

อยากกินผักปลอดสารพิษ

กรกฎาคม 11, 2008 - No Responses

ช่วงหลังๆต้องทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น เพราะภูมิคุ้มกันลดลงร่างกายอ่อนแอ อันเนื่องมาจากการสะสมของสารพิษที่มีมาตั้งแต่เด็กจนโต เลยไวต่อสารพิษมากกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ดีเลย หากได้รับสารพิษพวกนั้นเข้ามาจะแสดงผลรวดเร็วซึ่งก็ไม่ดีเลย เหอๆ จึงต้องหันมาทานผักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปัญหาก็คือเราจะไปหาผักปลอดสารพิษที่ไหนนะ ตอนนี้ก็เพิ่งพาผักที่ขายในห้างเป็นประจำเลย

เดือนที่แล้วดูรายการหนึ่งเรื่องผัก สะเทือนใจอย่างแรง สงสารชาวสวนที่เขาต้องทำให้ผักงามๆโดยที่ต้องใช้สารเคมีหลายตัว เสียสุขภาพ ดินก็เสื่อมคุณภาพ และสงสารผู้บริโภคที่ต้องรับประทานผักที่มีสารพิษ

ชาวสวนบอกว่าคนสั่งซื้อบอกว่าผักไม่สวย คนไม่ซื้อ แสดงว่าเราต้องบอกเขาว่าผักไม่สวยเราก็ซื้อปลูกแบบปลอดสารพิษดีกว่า

ผู้บริโภคผักอย่างเราจึงน่าจะรวมตัวกันออกมาให้คนปลูกเขาเห็นว่า ถ้าปลูกผักปลอดสารพิษแล้วเขาจะขายได้ วันนั้นชาวสวนเขาก็บอกว่า ถ้ามีความต้องการเท่ากับครึ่งหนึ่งของปัจจุบันเขาก็จะเปลี่ยนแปลงวิธีการ ปลูก  แล้วน่าจะทำแผนที่ผักปลอดสารพิษกันให้เห็นจะจะไปเลยว่าเราจะสามารถหาซื้อได้ ที่ไหนบ้าง มีคนทำหรือยังน้า?  อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีความรู้ไปช่วยชาวสวนผักส่งเสริมให้ดี เป็นระบบคนตัวเล็กๆอย่างจอยจะได้มีผักปลอดสารพิษทาน อิ อิ

คิดๆ แล้วบางทีก็อยากกลับบ้านไปปลูกผักกินเองนะเนี่ย ! อาจจะต้องเริ่มลองปลูกในกระถางหลังห้องก่อนละ

ภาษาไทยใน hi5

มิถุนายน 6, 2008 - No Responses

hi5 เว็บยอดนิยมของวัยรุ่นและวัยรุ่นอื่น เนื่องมาจากจุดขายเรื่องการสามารถสร้างกลุ่มสังคมบนโลกออนไลน์ขึ้นมาโดยง่าย ซึ่งเราก็ได้ไปสมัครใช้กับเขาเรียบร้อยแล้ว เพราะจะสามารถหาเพื่อนผู้รอดชีวิต(แปลว่า ไม่เจอกันนาน หายไปจากสารระบบ) ได้ที่นั่น เนื่องจากมีประสบการณ์ในการใช้ ก็เลยเก็บประเด็นที่คาใจเอามาแลกเปลี่ยนกันค่าภาษาไทยที่คนใช้ส่วนมากที่ เป็นวัยรุ่น (เท่าที่เห็นและใช้เอง) มักจะเป็นภาษาพูด ศัพท์แสลง ศัพท์วัยโจ๋ คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สะดุดใจคนอ่าน แปลได้ว่าเป็นความเท่ห์ของเค้าล่ะ หรืออาจจะเป็นคำหยาบบ้างมากน้อยตามความสนิท ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า ภาษาใน hi5 ไม่มีใครบังคับการใช้ภาษา อยากเขียนอะไรก็ได้ คิดแบบชิวๆ(ศัพท์วัยรุ่นค่ะ แปลว่า สบายๆ) พบได้ทั่วไปในบล็อกส่วนตัว หรือตามกระทู้ต่างๆ

บางทีการใช้ภาษาพวกนี้ใน hi5 อาจไม่ใช่ปัญหา แต่การเขียนภาษาพูดบ่อยๆ และการใช้คำสะกดผิดบ่อยๆ เมื่อต้องใช้ภาษาไทยในบริบทอื่น ความเคยชินนั้นอาจเป็นปัญหาขึ้นมาได้ มีประสบการณ์พบจากตัวเองว่า พอใช้ภาษาสบายๆ ไปซักพัก ก็จะเกิดความชิน พอไปเขียนงาน หรือสะกดคำบางครั้งเขียนคำผิดบ่อยขึ้น ต้องใช้เวลานึกว่าคำนี้สะกดยังไงกันแน่ อันที่จริงคำที่ใช้ในภาษาไทยมีมากมาย ในชีวิตประจำวันใช้ไม่หมดอยู่แล้ว คำที่ไม่ค่อยใช้ก็จะถูกเลือนๆไป แล้วยิ่งใช้แบบสะกดผิดๆ ไปเรื่อยๆ  อย่างนี้สู้เขียนคำที่ถูกไปเลยทีแรกไม่ดีกว่าหรือ ยอมเสียเวลาในการสะกดอีกนิดดีกว่า

นี่เป็นส่วนของผู้ใช้ระบบ อีกส่วนของผู้ให้บริการ Glitter หรือคอมเมนต์สำเร็จรูปที่มีไว้ให้บริการก็ยังมีการสะกดคำผิดๆ เช่น “ฝนตกแระดูแลตัวเองนะ” ส่วนตัวคิดว่าอะไรที่สำเร็จรูปอย่างนี้น่าจะเขียนให้มันถูก หรือ Glitter ที่สื่อความหมายทางเพศ ซึ่งบางทีหากไม่คิดดีๆ ในการเลือก Glitter อาจนำความเข้าใจผิดไปสู่คนรับได้

นอกจากเรื่องภาษาไทยที่น่าเป็นห่วง ก็ยังมีประเด็นอื่นที่สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ในแง่พิษภัยของมัน หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง คือ

  • ความปลอดภัย แม้จะมีระบบการรับเพื่อนที่มีให้เราพิจารณาก่อนว่าจะรับเป็นเพื่อนหรือไม่ ระบบนี้ใช้ได้เพียงกลุ่มผู้ที่มีวิจารณญาณสูง หรือตั้งเป้าไว้อย่างเหนียวแน่นว่าจะรับ add แค่เพื่อนตัวเองจริงๆเท่านั้น สำหรับเด็กๆ (หรือไม่เด็ก) อาจใช้ช่องทางนี้หาเพื่อนใหม่ ซึ่งควรตระหนักว่าเป็นการยากมากที่จะหาเพื่อนใหม่ ที่ไว้วางใจได้ และความปลอดภัยใน hi5 จึงควรใช้ความระมัดระวังเทียบเท่ากันกับเรื่องอื่นๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต
  • การแบ่งเวลาในการเล่น ผู้เล่นบางคนติด hi5 (เราก็ติดพักนึง) จะเกิดปัญหาหากไม่รู้จักให้ขอบเขตความสำคัญ และแบ่งเวลาการเล่นอย่างมีระเบียบ ซึ่งขนาดเรา(ที่เริ่มจะแก่) ยังต้องพิจารณาแล้วเด็กๆ ยิ่งต้องพยายามให้เขาตระหนัก
  • นี่ยังไม่รวมเรื่องโฆษณาแฝง ค่านิยม ช่องทางเข้าถึงสื่อโป๊ๆ อีกนะ

สื่อทุกอย่างรวมถึงเทคโนโลยีทุกชนิดล้วนแต่มีข้อดี และข้อจำกัด การใช้งานอย่างมีสติ มีจุดมุ่งหมายที่เป็นประโยชน์ ล้วนเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเสมอ

ใช้คำว่า “หน้าตัวเมีย”เป็นปัญหาจริงหรือ?

เมษายน 11, 2008 - No Responses

เป็นข่าวครึกโครมอย่างยิ่ง เมื่อคุณระเบียบรัตน์ ออกมาตำหนิละครสวรรค์เบี่ยงที่ให้ตัวละครใช้คำว่า “หน้าตัวเมีย” ซึ่งอ้างถึงความไม่เหมาะสม ลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามสตรี และออกมาคุยในรายการข่าวช่องสามช่วงคุณสรยุทธ์เย็นวันนี้

ดิฉันเลยไปเปิดดูพจนานุกรมดูความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542

หน้าตัวเมีย ความหมาย น.ลักษณะหน้าตาท่าทางคล้ายผู้หญิง,โดยปริยายหมายความว่าใจเสาะ, ขี้ขลาด, ไม่กล้าสู้ (มักพูดเป็นเชิงเหยียดหยามผู้ชาย)

ตามความเห็นของดิฉัน ไม่ใช่ความผิดของผู้จัดละคร เพราะเขาอ้างอิงการใช้คำที่ชาวบ้านใช้กันทั่วไป คำไหนที่คุ้นหูและสื่อความหมายได้ชัดเจนร่วมกัน ถ่ายทอดได้ดี เขาก็เลือกใช้คำนั้น

แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้คำนี้ เพราะการบัญญัติคำนี้มีมานานแล้ว ในอดีตผู้ชายมีบทบาทเป็นผู้นำ การบัญญัติคำด่าผู้ชายที่ไม่สมที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ซึ่งผู้ชายสมัยก่อนสังคมคาดหวังว่ามีศักดิ์ศรี มีบทบาทสำคัญ ต้องเป็นสุภาพบุรุษ การใช้คำว่าหน้าตัวเมีย จึงค่อนไปในความหมายไม่สมความเป็นชาย อ่อนแอเหมือนเพศหญิง นั่นเป็นเมื่อก่อน

แต่ปัจจุบันยุคนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น ทัศนคติไม่ได้สงบปากสงบคำ เงียบ เป็นผู้ฟังและทำตามเหมือนสมัยก่อน การที่ผู้หญิงออกมาพิทักษ์สิทธิของตนก็เป็นสิ่งสมควร เมื่อธรรมชาติของวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับคนในสังคมนั้น หากพัฒนาให้เหมาะกับการใช้ในชีวิตจริง หรือในทางที่ดีขึ้น งอกงามขึ้น

ปัญหาที่ถกเถียงกันตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ แต่อยู่ที่ความเคยชินว่าเคยใช้มานาน เมื่อเปลี่ยนคำและใช้กันไปนานๆ สิ่งนี้จะไม่เป็นบัญหา

เรื่องนี้ไม่มีใครผิด และเรื่องดังกล่าวก็อาจเป็นอีกกระแสหนึ่งที่จะทำให้คนไทยหันมาใส่ใจในความหมายของคำไทยมากขึ้น ตรองดูว่าใช้ถูกต้องตามความหมายอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ซึ่งคนในสังคมควรต้องทำข้อตกลงร่วมกัน

เลิกรีดผ้า! ลดโลกร้อน

เมษายน 10, 2008 - No Responses

เหตุผล

  1. ไม่เหนื่อยรีด ไม่ต้องร้อนเวลารีดผ้า(เพราะอากาศมันร้อนอยู่แล้ว)
  2. ประหยัดไฟ ประหยัดทรัพยากร พลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า
  3. ทำอะไรแปลกใหม่บ้าง ทำทั้งออฟฟิตจะดีมาก หรือทำเคมเปญไม่รีดเสื้อซักวันประหยัดพลังงาน ใส่เสื้อยับๆทั้งออฟฟิต คึกคัก สดใส ดีไม่น้อย
  4. ช่วงหลังๆเสื้อยับๆก็อินเทรนด์เหมือนกันนะ
  5. เลือกเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าไม่ค่อยยับ ส่วนมากเนื้อผ้าพวกนี้จะซักง่าย แห้งง่าย และไม่หนา เวลาใส่ก็ไม่ค่อยร้อนมาก

บางทีถ้าอากาศร้อนกว่านี้ อาจจะคิดอะไรแปลกๆ กว่านี้ 555 หน้าร้อนนี้ร้อนมากมาย ใครมีความคิดดีๆบอกต่อบ้างนะคะ

เมื่อผู้มีความรู้ ไม่มีคุณธรรม ยุคมืดของสังคมไทย

เมษายน 10, 2008 - No Responses

จริงหรือไม่ที่ทุกวันนี้คนสนใจแค่ความรู้ความสามารถ แต่ไม่สนใจในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม           หากเป็นศรีธนญชัยที่ไม่มีคุณธรรม ก็เลิกคิดถึงความยุติธรรมในสังคมไปได้เลย  เพราะจะเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำอีกมากมายตามมา ช่วงเวลาไม่นานมานี้เกิดความเสื่อมศรัทธาในบางเรื่องจนบางครั้งไม่รู้สึกอยากเขียนแสดงความคิดเห็น เพราะเห็นกับตาแล้วว่าถึงที่สุดเสรีภาพก็มีขอบเขตที่จำกัด

ทุกวงการต้องการคุณธรรม
ช่วงนี้และก่อนหน้านี้เกิดความห่อเหี่ยวและรู้สึกว่าสังคมที่เราอยู่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคมืด ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ทุกวงการมีการเมืองดำรงอยู่ทุกระดับชั้น เกิดปรากฏการณ์ “คนดีไม่มีที่อยู่” เราอาจจะต้องกลายพันธ์ เพื่อให้เป็นผู้รอดชีวิต

การมีคุณลักษณะด้านสติปัญญาอย่างเดียว ไม่อาจเรียกตัวเองว่า “อารยชน” เนื่องจากไม่มีความงอกงามด้านจิตใจ ในบางครั้งคนเราอาจต้องการเพียงแค่การใช้สติปัญญาเพื่อเอาตัวให้รอด สนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองเท่านั้น การเอื้ออาทรแก่ผู้อื่น หรือการสร้างประโยชน์ในสังคมเป็นเรื่องที่แทบไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ

ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน

ปัจจุบันเราโยนการบ่มเพาะเรื่องคุณธรรมของเยาวชนไปที่ครอบครัว และสถานศึกษา นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งทว่าไม่ใช่ทั้งหมดในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ หากสามารถเจือเรื่องคุณธรรมให้หลอมละลายไปทุกๆสภาพแวดล้อม ทุกๆสื่อ ทุกๆเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แม้แต่การโฆษณาสินค้าในทีวี หรือบนรถไฟฟ้าฯ สิ่งที่ต้องทำนอกจากจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมภายนอกแล้ว ยังต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เพราะสุดท้ายแล้วคุณธรรมในตัวจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกทำในสิ่งใด

เรื่องใหญ่ๆ ล้วนเริ่มมากจากส่วนเล็กๆเสมอ อย่างน้อยก็ที่ตัวเรา

ทุนนิยม กับ ชนบท : ตอน สามีฝรั่ง ตามสมัยนิยม

มกราคม 28, 2008 - No Responses

เมื่อหลายเดือนที่แล้ว กลับบ้านที่ขอนแก่นมา ตามธรรมดาแล้ว แม่จะทำหน้าที่อับเดทข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในช่วงที่ฉันไม่อยู่ให้ฟัง ตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญๆ อย่างเรื่องพัฒนาการของน้อง(คนเล็ก) การเรียนของน้อง(คนกลาง) ญาติ ผู้เฒ่าหลายคนเสียชีวิต เรื่องที่แม่ประทับใจและจดจำไว้เล่าให้ลูกสาวฟัง

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แม่เล่าให้ฟังแล้วค่อนข้องหดหู่ใจ คือคนรู้จักหลายคนในหลายหมู่บ้านละแวกข้างๆ แต่งงานกับฝรั่ง ที่หดหู่ใจคือ ไม่เห็นมีใครเล่าให้ฟัง หรือว่าสนใจเลยว่าพวกเขารักกันแค่ไหน รู้จักกันได้อย่างไร ต่างมองเฉพาะที่ผลลัพธ์ คือพอแต่งแล้วได้บ้านหลังใหญ่ มีรถขับ มีกิจการอะไรมากมาย มีเงินเดือนใช้ บางทีคนแถวนั้นอาจไม่สนใจว่ามันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง บางครั้งแม่ก็แกล้งยุให้เราหาให้ได้อย่างนั้น (คงพูดเล่นๆ แกล้งให้เราฮาละมั้ง) ก็บอกแม่ไปว่ารสนิยมของเราน่าจะเป็นคนไทย หรือไม่แต่งงาน เลี้ยงตัวเองให้ได้ ดูแลครอบครัวเราได้เองโดยไม่ต้องไปพึ่งพาใครมันง่ายกว่าหาสามีฝรั่ง 55

เมื่อลองมาอ่านบทความ หรือหนังสือพิมพ์ มันเห็นภาพชัดกว่าข่าวที่รู้จากแม่ ว่าสาวๆ ชาวอีสาน นิยมแต่งงานกับเขยฝรั่งกันยกหมู่บ้านเลย และบางหมู่บ้านก็มีประปราย ซึ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากหลายปีที่แล้วอย่างรวดเร็ว ฮิตไม่ฮิตอย่างไรก็มีพอกเก็ตบุควิธีการหาผัวฝรั่ง ออกมาแนะนำกัน อย่างเดือนที่แล้วไปนั่งกินข้าวถนนพระอาทิตย์ยังเห็นมาแล้วกับตาในบางกระบวนการ แต่ถ้าจะให้เล่าอาจต้องจัดเรตติ้ง(การจัดระดับความเหมาะสม 555)

อันที่จริงหากคนรักกัน หรือจะแต่งงานกันด้วยความรัก ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ค่านิยมเรื่องความมั่งมี มีบ้าน มีรถ สิ่งอำนวยความสะดวกแบบคนเมือง เป็นตัวกระตุ้นให้ทำเช่นนั้น การอยู่อย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติเหมือนตอนเด็กๆ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนชนบททุกวันนี้พอใจก็เป็นได้ หรืออาจจะมีเหตุผลที่มันมากกว่านั้นที่เราไม่รู้ วันก่อนเผอิญไปอ่านเจอบทความงานวิจัยที่ว่าทำไมผู้หญิงไทยชนบทนิยมมีสามีฝรั่ง อันนี้จะสรุปรวมความคิดเห็นของตัวเองด้วย

1. เป็นเพราะการปลูกฝังในชนบท หรือสังคมไทย ที่ว่าลูกผู้หญิงต้องดูแลปรนนิบัติ พ่อแม่ การให้ความสะดวกสบาย ต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยการศึกษา พบว่าคนกลุ่มนี้มีความรับผิดชอบในครอบครัวสูง จะสร้างบ้าน ซื้อรถ และมีกิจการ ฯ ซึ่งได้เงินมาจากสามี และส่งเงินให้ที่บ้านเฉลี่ยเดือนละ 8,000 บาท ทุกเดือน
2. รวยเร็ว โดยไม่ต้องเรียนหนักเพื่อให้ได้โอกาสในการประกอบอาชีพ หรือทำงานหนัก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน ซึ่งหากเด็กผู้หญิงชนบทหากไม่เรียนหนังสือต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็ต้องเข้าสู่ระบบงานในอุตสาหกรรม ซึ่งค่าครองชีพน้อย ไม่เพียงพอ หรือเห็นผลช้าในการช่วยฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว การมีสามีผรั่งเหนื่อยน้อยกว่า และเห็นผลเร็วว่า
3. การเชิดชูจากสังคม ที่คนมีเงินเรียกน้อง คนมีทองก็เรียกพี่ ทุนนิยมไหลบ่าสู่ชนบท ค่านิยมทางด้านวัตถุ สิ่งอำนวยความสะดวก การยกสถานะทางสังคมด้วยวัตถุ

อาจมีเหตุผลอื่นๆ แต่ขี้เกียจคิดแล้วละ ใครเขาจะแต่งงานกับใคร เราไม่ว่ากันอยู่แล้ว มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลอะนะ ……

ย้อนอดีต

มกราคม 19, 2008 - No Responses

เมื่อตอนเย็นๆ ได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ชื่อเรื่องอะไร ทำให้มาคิดอะไรต่อนิดหน่อย หนังเรื่องมีนี้เนื้อเรื่องย้อนกลับไปกลับมา เหมือนกับคนบางคนที่อยากกลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากที่สุดในอดีต ในหนังสามีอยากกลับไปให้ทันดูใจภรรยา และอยู่กับเธอ ทำให้เธอมีความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต หลังจากที่ไม่เข้าใจกันเรื่องที่ผู้ชายเดินไปข้างหน้า แต่ผู้หญิงเดินช้าอยู่ข้างหลัง

การย้อนกลับไปกลับมา ระหว่างความจริงกับสิ่งที่อยากกลับไปทำในอดีต เพื่อปลอบประโลมใจตัวเอง ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน สามารถทำให้ประทับใจได้ แม้จะรู้ว่าตีมหนังมันอาจจะน้ำเน่า แต่ละครน้ำเน่าก็มีส่วนสะท้อนชีวิตจริง ดูหนังเรื่องนี้จบเล่นเอาซึมไปเลย

บางทีก็นึกอิจฉาผู้หญิงคนนั้น ที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งอยากกลับไปทำให้เธอมีความสุข แม้เพียงช่วงสั้นๆ ของชีวิตก็ตาม อีกความรู้สึกคือถ้าจุดสิ้นสุดของชีวิตมาถึงจริงๆ ก็อยากทำช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่มีเหลืออยู่น้อย ทำให้คนที่เรารักมีความสุข

ในหนังผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าตัวเองจะสามารถอยู่ได้นานกี่วัน ซึ่งวันที่เหลือเธอสามารถทำให้เป็นวันแห่งความสุขอย่างที่สุขในทุกเรื่อง
ในชีวิตจริงเราไม่รู้แม้กระทั่งว่า เราจะสามารถมีชีวิตได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง เรามองเห็นได้เพียงอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น หรือกระทั่งคำนวณได้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ทั้งหมด

ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือจัดการกับความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจ แล้วถ้าคิดเสมอว่าอาจไม่มีพรุ่งนี้แล้ว วันนี้สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ และที่อยากทำคืออะไร เพื่อการไม่ต้องร่ำไห้อยากกลับไปแก้ไขอดีต ที่มักสะท้อนให้เห็นในหนังหลายๆ เรื่อง

แต่บางทีคนเราทั้งๆ ที่รู้ว่าควรทำอย่างไร บางครั้งก็ทำอย่างที่คิดไม่ได้ทั้งหมด ทำให้เราเห็นว่าความหวัง หรือสิ่งที่เราคิดอาจไม่เกิดขึ้น เมื่อปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไป หรือไม่สามารถควบคุมได้ หากทำได้อย่างที่คิด คือความสมหวัง หากไม่เป็นตามนั้นก็คือความผิดหวัง นอกจากนั้นอาจเป็นความไม่แน่ใจ ความไม่แน่นอน

เรื่องที่เป็นไปไม่ได้คือการย้อนกลับไปแก้ไขอดีต การหยุดอายุขัย การเรียกคืนของที่ทำแตก เพราะ ของทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน เป็นช่วงเวลาพิเศษที่แม้ว่าทำใหม่ในตอนนี้ ก็ไม่มีทางเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาเดิมแล้วนั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งใหม่ บางทีสิ่งใหม่อาจดีกว่า หรืออาจไม่ อันนี้ไม่รู้ได้

สิ่งที่ดีสุดคือการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง บางคนโชคดีอาจจะเจอได้ไม่ยาก แต่บางคนต่อเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว หรือบางคนอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต พร้อมกับความไม่รู้ว่าจะมีเวลาเหลืออีกเท่าไร่

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรกที่นึกออกตอนดูหนังเสร็จคือ อยากจะทำให้ทุกนาทีที่เหลือของชีวิตนี้ให้มีค่า ให้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข อยากทำให้คนที่เรารักทุกคนมีความสุข

การไปจมอยู่กับความหลังจนทำให้บั่นทอนปัจจุบัน ในอนาคตก็คงอยากนึกย้อนกลับไปแก้ไขอดีตซ้ำๆไม่รู้จบ ความไม่พอใจที่ไม่รู้จบ.

(ปล.อีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า สื่อมีอิทธิพลจริงๆนะ!)