เตรียมเสบียงรับมือน้ำท่วม

ในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ อาหารเป็นปัจจัยหลักสำคัญประการหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจว่าเราจะย้ายออกไปตั้งหลัก หรือปักหลักสู้กันต่อไป หากยืนยันที่จะอยู่ต่อให้ได้นานที่สุด สิ่งที่ต้องเตรียมคือเสบียง การเตรียมเสบียงรับมือควรวางแผนเอาไว้เป็นขั้นตอนเพื่อความรัดกุม เริ่มไล่ไปตั้งแต่

  1. ขั้นที่ 1 อาหารสด เก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อประกอบอาหารได้วันต่อวัน เช่น ไข่ ผัก เนื้อหมู เนื้อปลา เป็นต้น หากน้ำยังไม่ท่วมถึง เราควรหาอาหารสดรับประทานให้ได้ทุกวัน ยังไม่จำเป็นจริงๆยังไม่ต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  2. ขั้นที่ 2 นำอาหารสด มาทำให้เป็นอาหารพร้อมทาน เก็บไว้กินได้ 3-4 วัน  (ในกรณีืีที่ไฟฟ้ายังไม่ตัด ตู้เย็นยังใช้งานได้) เช่น คั่วกลิ้ง (อาหารภาคใต้), ผัดพริกแกง (อาหารภาคกลาง), น้ำพริกมะขาม (อาหารใต้) เป็นต้น ในกรณีที่น้ำท่วมออกไปไหนไม่ได้และยังไม่โดนตัดไฟ
  3. ขั้นที่ 3 ทำอาหารแห้ง โดยใช้หลักการถนอมอาหาร อันนี้กินได้เป็นเดือน เช่น น้ำพริกตาแดงแห้ง (อาหารเหนือ), ผงโรยข้าว (ประยุกต์มาจากอาหารญี่ปุ่น), ทำเนื้อแดดเดียว เป็นต้น วิธีเก็บคือใส่ในกล่องวางไว้นอกตู้เย็นได้ อาหารแห้งจำพวกนี้จะไม่เสียง่าย
  4. ขั้นที่ 4 เตรียมวัตถุดิบ อื่นๆ เช่น
  • เตรียมเครื่องปรุงของแห้งไว้ โดยคิดเมนูเอาไว้ก่อนเลยว่าจะทำอะไร เช่น ต้มโคล้ง ใช้ พริกแห้ง, ข่า-ตะไคร้-ใบมะกรูด (ตากแห้ง), ปลาแห้ง, เกลือ, น้ำปลา, หอมแดง เป็นต้น
  • เตรียมเชื้อเพลิง ในการประกอบอาหารหากไฟดับ เช่น แก๊ส, เตาถ่าน และเตรียมน้ำไว้ประกอบอาหาร เป็นต้น
สิ่งที่จะทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ คือการเตรียมตัว ด้วยการฝึกสังเกตุ ฝึกทำอาหาร สนใจเรื่องสมุนไพรไทย รู้จักนำภูมิปัญญาที่มีมาแต่บรรพบุรุษมาใช้ เช่น การทำน้ำพริก การทำเนื้อแดดเดียว หรือประยุกต์แนวคิดจากการรับวัฒนธรรมอาหารจากญี่ปุ่น เช่น ผงโรงข้าว, ข้าวห่อสาหร่าย
เชื่อว่าเราน่าจะสามารถปักหลักสู้กับน้ำท่วมได้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน
อย่างน้อยการอยู่ได้ด้วยตนเองได้นานที่สุด ก็ลดความชุลมุน ลดภาระของประเทศไปได้เยอะ

ให้ความเห็น

Filed under อาหาร

ตัวชี้วัดว่าเราพัฒนาจิตถูกทาง

อาทิตย์ที่แล้วบังเอิญไปได้คำแนะนำจากคุณหมอสุรเกียรติจากประสบการณ์ 40 ปี ของท่าน เรื่องตัวชี้วัดผลสำเร็จของการฝึกจิต  ซึ่งเป็นคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส จอยเลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันต่อ

เป้าหมายของการฝึกจิตคือ การดับทุกข์ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิบัติถูกทาง จึงเป็นที่มาของการหาตัวชี้วัด ซึ่งคุณหมอได้ใช้อุปกิเลส 16 เป็นแนวทางเช็คด้านลบ และส-ว-ย มาเช็คด้านบวก

*อุปกิเลส 16 คือกิเลสย่อย, อาการแสดงของกิเลสใหญ่ 3 ตัว ได้แก่ โลภ (โลภะ) 1 อาการ, โกรธ (โทสะ) 3 อาการ, และหลง (โมหะ) 12 อาการ และได้นำมาตรวจตราจิตของตนเองและสังเกตจากบุคคลรอบข้าง

ตัวชี้วัดด้านบวก: “สวย”
(ต้องเพิ่มขึ้นเมื่อปฏิบัติได้ถูกทาง)

: สะอาด (ศิล)                       – สงบ (สมาธิ)           – สว่าง (ปัญญา)
: วาง (ปล่อยวาง)                 - ว่าง (จิตว่าง)          - ว้าง (เปิดกว้าง/เมตตา)
: หยุด (หยุดกิเลส/ตัณหา)   – เย็น (สงบ)             – ยอม (ยอมรับ/ยอมไม่ชนะ)

ตัวชี้วัดด้านลบ: อุปกิเลส 16 (โลภ-โกรธ-หลง)
(ต้องลดลงเมื่อปฏิบัติถูกทาง)

โลภ: 1. งก/ละโมบ

โกรธ: 2.แผดเผาตัวเอง

3. โมโหเกรี้ยวกราด

4. ผูกโกรธ/พยาบาท

หลง: (หลงตัวเอง อัตตาสูง)

5. ข่มท่าน/ลบหลู่

6. ยกตน/ตีเสมอ

7. อิจฉา/ริษยา

8. ตระหนี่/หวง

9. หลอกลวง/เจ้าเล่ห์

10. โอ้อวด

11. ดื้อรั้น/หัวดื้อ

12. บิดพลิ้ว/แข่งดี

13. เปรียบเทียบ/ถือตัว

14. เหยียดหยาม/ดูหมิ่น

15. มัวเมา

16. ประมาท/เลินเล่อ

จอยสรุปมาย่อๆ หากใครอยากอ่านเต็มๆก็จะอยู่ใน นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับเดือน มิ.ย.54 นะคะ

ขอขอบพระคุณ และอ้างอิง: บทความเรื่องตัวชี้วัดผลสำเร็จของการฝึกจิต ของนพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ในคอลัมน์บอกเล่าเก้าสิบ นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับเดือน มิ.ย.54

ให้ความเห็น

Filed under ศาสนา

กฏ 5 ข้อ ที่เกิดมาแล้วต้องรู้

dsc_0003

ความรู้ = ปัญญา = แสงสว่างในความมืดมิด = ไม่หลงทาง

อย่างไรเราก็เกิดมายืนอยู่บนโลกนี้แล้ว เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักโลกที่เรายืนอยู่ เพื่อให้สามารถอยู่ให้เป็น อยู่ให้ดี  มีหลักที่เป็นเหมือนกฏของธรรมชาติไม่กี่ข้อที่ลองรวบรวมไว้ เพราะมันจะช่วยเรารับมือได้กับทุกเรื่องของชีวิต

1. กฏของความสมดุล ประสิทธิภาพของทุกอย่างล้วนต้องมีความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลของจิตใจ ร่างกาย หรือแม้แต่ความสำเร็จของงานยกตัวอย่าง: ร่างกาย  ร่างกายหากไม่มีความสมดุลของธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ก็ย่อมเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา

2. กฏของไตรลักษณ์ (ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตน) ทุกสิ่งในธรรมชาติล้วนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจะอยู่คงทนถาวรแม้แต่จิตใจของเราเอง การเข้าใจจะทำให้เราไม่ยึดติด เพราะการยึดติดยิ่งทำให้เป็นทุกข์ (ไปอ่านเพิ่มได้เองในวิกิพีเดียนะ)

3. กฏของเหตุปัจจัย หากเราพิจารณาจะเห็นที่มาของสิ่งที่ปรากฏเสมอ เพียงแค่เราหยุดมอง และสังเกตุ แต่ต้องพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง

4. กฏของความแตกต่าง มีคำกล่าวที่ว่า ความแตกต่างคือความงาม ความงามคือความเข้าใจและเห็นคุณค่าของความแตกต่างนั้น

ยกตัวอย่าง: ดอกไม้สวยงามเพราะมีความแตกต่าง คนก็เช่นเดียวกัน การเห็นว่าใครด้อยค่ากว่าใคร คือการปรุงแต่งชอบไม่ชอบของเราเอง เพราะทุกอย่างก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง

5. กฏของคุณค่าแท้ การรู้จักพิจารณาให้เห็นถึงคุณค่าแท้ ของสิ่งต่างๆ จะช่วยเราได้มากไม่ให้เสียเวลา เสียทรัพยากร ไปเปล่าๆเปลืองๆ
ยกตัวอย่าง: คุณค่าแท้คือเราซื้อโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสาร แต่คุณค่าเทียมคือเราซื้อ BB เพราะอยากอวดเพื่อน หรือเพราะเพื่อนจะชมว่าเริศ เป็นต้น

ปล.1 อย่าลืมว่าเราอยู่ในธรรมชาติ และร่างกายและจิตใจของเราก็คือธรรมชาติ อย่าลืมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หลายคนลืมเลยทำลายสิ่งแวดล้อม ทำร้ายคนรอบข้าง หารู้ไม่มันคือการทำร้ายตัวเอง การอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเมตตากันทั้งคน สัตว์ หรือสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เราควรหันมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

ปล.2 ทุกความสำเร็จจะได้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติ หากเรารู้จุดหมายแต่เราไม่ก้าวเดินไปสู่จุดหมายนั้น เราก็จะไม่มีวันไปถึงเส้นชัย

และข้าพเจ้าก็ยังต้องพยายามต่อไป ^^

ให้ความเห็น

Filed under ปรัชญา ศาสนา, ศาสนา

บทกวีเรื่องเวลา ของอาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์

ทั่วหล้านี้มีแววตา

จากฟากฟ้าคอยเฝ้าจ้อง

มองเวลานาทีทอง

ของทุกคนบนแดนดิน

เกิดชาติหนึ่งปรารถนาอะไร

ฤาใจเลวเหลวเปล่าสิ้น

ทำต่างต่างตามอย่างเคยชิน

กินแต่กากเดนชีวา

วันนี้มีแง่คิดอะไร

นฤมิตรใจถึงทิพย์ขลังกล้า

สร้างแววแก้วมณีให้ปัญญา

เพื่อค่าอมตะวิญญาณ

เวลาจะมาเฉกหมู่หนอน

บ่อนกินมิ่งขวัญสั่นสะท้าน

มัวหลงเหลิงระเริงสราญ

กิเลสมารจะมาฆ่าตาย

เมาเงินทองลำพองอำนาจ

แท้ทาสปราชัยไร้จุดหมาย

แววชีวิตจะแตกแหลกละลาย

อับอายเสียดายแรงหายใจ

ตื่นฟื้นเถอะแสวงรมณีย์

ณ โลกนี้มีจริงและแจ่มใส

แต่สิ่งนั้นซ่อนไกลแสนไกล

ในห้วงทิพย์โพธิญาณ

ปฏิบัติสัจจะสุนทรีย์

ปฏิรูปชีวีมีแก่นสาร

สังเวยรักแด่จักรวาล

เพื่อศาลติสุขเสมอไป

กู้ใจขึ้นไปเสมอดาว

แวววาวนฤมิตรผ่องใส

มุนึกฝึกปรือหฤทัย

ในปรัชญาวิสุทธิ์วิมุติเอย

เตือนสติได้มากจริงๆ อ่านแล้วใจนิ่ง ขอบคุณจริงๆค่ะ ^^

อ้างอิงจาก : เอกสารประกอบการบรรยายของคุณหมอวิชัย โชควิวัฒ ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาตื 2553

ให้ความเห็น

Filed under ปรัชญา ศาสนา

เป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง

“เป็นเด็ก ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกอยากรู้จักโลกกว้างอย่างที่มันเป็นจริงๆ”

จำได้ว่าความรู้สึกนี้เคยมีตอนเด็กๆ ที่จะตื่นเต้นไปหมดกับสิ่งรอบตัว สนใจ สงสัยไปหมดทุกอย่าง อยากรู้จัก ถามคำถามจนแม่รำคาญ แต่เหมือนไฟใฝ่รู้จะค่อยๆมอดลงตอน ม.ปลาย จากนั้นก็ติดๆดับๆ เรื่อยมาถึงมหาวิทยาลัย ต่อมาถึงวัยทำงานในตอนนี้

เพราะรู้สึกมาตลอดเรื่อยๆว่าโลกของผู้ใหญ่ที่เราค่อยๆเผชิญนั้น (โลก ม.ปลาย -> โลก มหาวิทยาลัย -> โลกทำงาน) ความทุกข์มันทวีเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกว่าโลกใบนี้มันไม่น่าอยู่เอาซะเลย

มุมมองโลกทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ พุทธธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ได้เห็นโลก ได้วิธีมองโลก โลกใหม่ที่เห็นนั้น คือโลกเดิมอันที่เรายืนอยู่นี่ล่ะ แต่เหมือนกับว่าเราไม่รู้จักมันเลยกว่า 28 ปี ที่ผ่านมา เราเกิดอาการคล้ายอกหัก + ผิดหวัง นิดๆ คิดว่าตัวเองรู้อะไรมากมาย แท้จริงไม่รู้อะไรเลย พอสักพักก็รู้สึกว่าแค่รู้อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องทำด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่รู้นั้นถูกต้องไหม แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่?

เสมือนเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก ต้องหัดคลาน หัดเดิน อีกครั้ง ความรู้สึกนี้น่าจะเหมือนนีโอตัวเอกในหนังเรื่อง The Matrix ที่หลังจากกินยาก็ตื่นขึ้นมาพบกับโลกจริง รู้สึกหนังเรื่องนี้จะศึกษาแนวคิดมาจากพุทธศาสนา

ความเป็นเด็ก = ต้องเรียนรู้อีกมาก เพื่อให้รู้จักธรรมชาติตามที่มันเป็นจริง เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในธรรมชาตินี้ ด้วยการเปิดมุมมองความคิด และการพยายามฝึกฝนตัวเอง

มีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาเสมอ บททดสอบของธรรมชาติ อย่างน้อยเรื่องที่ข้ามผ่านไปได้ก็พอมีเป็นกำลังใจ

ตอนนี้มีความรู้สึกว่าโลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะ แม้จะรู้ว่ามันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่เป็นธรรมดาของโลก

เมื่อเรายอมรับว่าเราเป็นเด็ก นั่นหมายถึงเราได้เปิดใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้แล้ว อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน…

ให้ความเห็น

Filed under วิถีชีวิต, ศาสนา

การเรียนรู้แบบใหม่ จากหนังสือธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด

หนังสือเรื่อง ธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด มีอาจารย์ประเวศ วะสี เป็นบรรณาธิการ และมีคณะนักวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน ซึ่งในเล่มมีเนื้อหามุ่งอธิบาย นำเสนอความจริงตามธรรมชาติ ที่สอดคล้องสัมพันกันทั้ง จิต-ร่างกาย สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ สิ่งแวดล้อมทางสงคม สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ จักรวาล ซึ่งมีทั้งหมด 5 ตอน 16 บท เราจะสรุปตามความเข้าใจที่จะถอดออกมาจาก ตอนที่ 1 การเข้าถึงความจริงทั้งหมด เพื่อเป็นแนวทางทางความคิดต่อๆไป

ปัญหาของการเรียนรู้แบบเก่า อ.ประเวศกล่าวว่า การเรียนรู้แบบเก่า เป็นการเรียนรู้แบบแยกส่วน เอาวิชาเป็นตัวตั้ง การคิดแบบแยกส่วนจะขาดมิติทางจิตวิญญาณ ยกตัวอย่างเรื่องความงาม ความงามคือทั้งหมด (สอดคล้อง? กับการเรียนการสอนแบบบูรณาการ)

การเรียนรู้แบบใหม่ จะเริ่มจากการเข้าถึงความจริงทั้งหมดของธรรมชาติ (ปัญญา) แล้วจึงเรียนรู้แยกย่อยลงละเอียดไปตามอัศยาศัย แต่ให้โยงกลับไปสู่ปัญญาได้ตลอดเวลา

การเรียนรู้แบบเก่าส่วนมากจะพัฒนาความรู้ภายนอกตัว ไม่ได้พัฒนาภายใน จึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน หรือจิตใจ ไปด้วยทุกครั้งที่มีการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่พัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงต้องพัฒนาภายใน

การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน (Internalization :  การทำให้สิ่งที่อยู่ภายนอกกลายเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเรา : การเปลี่ยนแปลงจากภายใน)

จุดมุ่งเน้นคือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

  • การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง ปัจจัยที่ทำให้รู้ธรรมชาติตามความเป็นจริง คือ การคิดตามเหตุปัจจัย, คิดอย่างเป็นกลาง การรู้ตัว โดยมีสติ และสมาธิ เป็นเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการพิจารณา
  • กระบวนการรับรู้ (เบญจขันธ์) พุทธศาสนามีเขียนอธิบายเรื่องการรับรู้ไว้ในขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  1. ร่างกาย = รูป (เกิดผัสสะ หรือสัมผัส)*
  2. ความรู้สึกสุขทุกข์ = เวทนา (ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ เช่น ถ้าชอบแล้วเกิดความอยาก อยากได้มากๆ แปลว่าเกิดตัณหา)
  3. การจำได้หมายรู้ = สัญญา (จิตจะไปจำไว้)
  4. การคิดปรุงแต่ง = สังขาร
  5. การรับรู้ = วิญญาณ

*การรับรู้เกิดจากสัมผัส สิ่งภายนอกสัมผัสกับอวัยวะรับสัมผัสของร่างกาย ดังนี้

  1. ตา กับ รูป
  2. หู กับ เสียง
  3. จมูก กับ กลิ่น
  4. ลิ้น กับ รส
  5. กาย กับ การสัมผัสด้วยกาย เช่น ร้อน เย็น
  6. ใจ = สัมผัสด้วยใจ เป็นชอบ ไม่ชอบ ถูกใจ เฉยๆ

อ้างอิง : หนังสือการเข้าถึงธรรมชาติของสรรพสิ่ง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด ของ อ.ประเวศ วะสี และคณะ พิมพ์ครั้งที่ 1 ต.ค. 2553 เล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 2 หาซื้อได้ที่ร้านศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะฯ สยาม

ให้ความเห็น

Filed under การศึกษา, ศาสนา

บันทึกจากการอ่าน หนังสือกรรมของคนไทยทำกันไว้เอง (ถึงเวลา มาแก้กรรมกันเสียที)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้แง่คิดเรื่องการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองไทย ไว้ในหนังสือกรรมของคนไทยทำกันไว้เอง (ถึงเวลา มาแก้กรรมกันเสียที)

พัฒนาคุณภาพคน ต้องให้ถึงขั้นพึ่งตนได้ด้วยปัญญา

- ประชาชนจะปกครองประเทศได้ ต้องเป็นคนที่ปกครองตนเองได้ จะปกครองตนเองได้ ต้องพึ่งพาตนเองได้
พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ = รู้จักเลี้ยงชีพให้มีกินมีใช้
พึีงตนเองได้ทางสังคม = สามารถดูแลครอบครัว อยู่ร่วมกันได้ในสังคม
และมีคุณธรรมพึ่งตนได้ทางปัญญา ซึ่งต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของมวลชน สร้างโอกาสในการพัฒนาชีวิตคุณภาพอย่างเต็มที่ (น.36)
(ปัญญา เพื่อการพึ่งตนเอง)

- ท่าน ป.อ. กล่าวไว้ว่า “เมื่อจะให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องให้ประชาชนรู้เข้าใจประชาธิปไตยให้ชัดให้ดีให้ได้ การศึกษาของชาติ ไม่ว่าในแบบหรือนอกแบบ ต้องให้มวลชนพัฒนาปัญญาขั้นนี้ขึ้นมาให้ได้ เป็นเกณฑ์เป้าหมายอย่างต่ำที่เด็ดขาด มิฉะนั้นจะพูดไปทำไมว่าเมืองไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย มันไม่มีความหมายอะไรเลย” (น.37)
(เผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตย  ให้รู้จักและใช้เป็น)

- คนไทยต้องมีปัญญาที่เข้มแข็ง จะศึกษาเรื่องอะไร ต้องให้รู้เข้าใจชัด จะมองเรื่องอะไรต้องมองให้ชัด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนของเรา เรียนรู้อะไรต้องชัดเจน จึงจะเกิดปัญญาที่แท้จริง แล้วเราก็จะมาช่วยกันแก้ปัญหา สร้างสรรค์สังคมได้จริง สังคมก็จะเดินหน้าไปได้ (น.39)
(“รู้ชัด” สามารถนำไปออกแบบการเรียนรู้ได้)
อ้างอิง : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). กรรมของคนไทย ทำกันไว้เอง. กรุงเทพฯ: สายธาร, 2553.

บันทึกนี้เลือกจดเฉพาะประเด็นที่สนใจ หากท่านใดสนใจ หนังสือเล่มนี้มีที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จ๊ะ

ให้ความเห็น

Filed under ศาสนา, สังคม

สรุปจากหนังสือ การพัฒนาที่ยั่งยืน (ท่าน ป.อ. ปยุตฺโต)

ในหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ว่า การพัฒนาต้องเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามระบบสัมพันธ์แห่งเหตุและปัจจัย ให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์สูงสุด

ระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ที่ต้องบูรณาการให้เป็นระบบสัมพันธ์อันเดียว โดยให้คนเป็นแกนกลางทำหน้าที่เป็นปัจจัยตัวกระทำ

1. มนุษย์
ระบบการพัฒนามนุษย์มี 3 ด้านที่สอดคล้องกัน คือ
1.1 พฤติกรรม (ศิล)

  • วินัย : พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น วิธีเสพบริโภค
  • อาชีพ : พัฒนาให้มีทักษะให้สามารถเลี้ยงชีพได้
  • การแบ่งปัน การให้
  • การอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม

1.2 จิตใจ (สติ+สมาธิ)

  • พัฒนาสภาพจิตใจที่ดีงาม (คุณธรรม, แรงจูงใจ เช่น ความสุข ความสดชื่นเบิกบาน)
  • พัฒนาสติ + สมาธิ (เพิ่มเอง)

1.3 ปัญญา (ปัญญา) เป็นความรู้ ความเข้าใจต่างๆ รวมทั้งแนวคิด ทัศนคติ และค่านิยม

  • การเข้าถึงความจริง ข้อมูล ความรู้ (ปัจจัย) (เพิ่มเอง)
  • พิจารณา (คิด ) ตามเหตุปัจจัยด้วยใจที่เป็นกลาง (เพิ่มเอง)

2. สังคม
- ระบบในสังคมต้องประสานสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
- สร้างบรรยากาศไม่เบียดเบียน ช่วยเหลือเกื้อกูล ลดความเห็นแก่ตัว (บัณฑิตย่อมมีปัญญาเพื่อเกื้อกูลตนเองและผู้อื่น)
- ร่วมกันวางมาตรการไม่ให้เอารัดเอาเปรียบกัน
- ร่วมกันวางมาตรการพิทักษ์การเบียดเบียนธรรมชาติ และสนับสนุนการกระทำ หรือกิจการที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ

3. ธรรมชาติ
- เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ
- มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
- มีชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
- บำรุงรักษาธรรมชาติ

4. เทคโนโลยี

(ความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการพัฒนา จะเกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น)
- ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาและอนุรักษ์ธรรมชาติ
- ส่งเสริมเรื่องการใช้เทคโนโลยีด้วยปัญญา ไม่ใช้ด้วยตัณหา พิจารณาใช้งานตามคุณค่าแท้
- ใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างปัญญา

กระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืน แยกได้เป็น 2 ขั้นตอนคือ

1) การพัฒนาคน : โดยพัฒนาตัวคนที่เป็นปัจจัยตัวกระทำ ให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ด้วยการพัฒนาตัวคนเต็มทั้งระบบ คือ ครบทั้งพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา

2) การพัฒนาที่ยั่งยืน : โดยเอาคนที่พัฒนาเต็มระบบนั้นเป็นตัวกลาง หรือเป็นแกนหลาง ด้วยการเป็นปัจจัยตัวกระทำที่ไปประสานปรับเปลี่ยน บูรณาการในระบบสัมพันธ์องค์รวมใหญ่ ให้เป็นระบบแห่งการดำรงอยู่ด้วยดีอย่างต่อเนื่องเรื่อยไป

อ้างอิง : พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2552.

ให้ความเห็น

Filed under ศาสนา, สังคม

เพียงกำแพงกั้น…

ชนบทในสมัยก่อนหน้าความเจริญที่รับเอามาจากโลกตะวันตกยังไม่ระบาดเข้าไปในใจของคนอีสานบ้านเฮา บ้านแต่ละหลัง สามารถเดินทะลุไปถึงกันได้อย่างสะดวก ระหว่างทางก็ได้ทักทายเพื่อนบ้าน ลูกเด็กเล็กแดง คุณย่าคุณตาคุณยาย ที่แม้ลูกหลานออกไปทำงานต่างจังหวัด หรือออกไปทำนา แต่พ่อเฒ่าแม่เฒ่าก็ไม่เคยเหงา เพราะมีเด็กเดินผ่านเพื่อไปเล่นกับเพื่อน มีแม่บ้านเดินผ่านเพื่อออกไปหาของกินจากซูปเปอร์มาเก็ตบ้านนา (ทุ่งนา ป่าละเมาะ ภูเขา…) ขากลับก็เอาผลไม้ที่เก็บมาแบ่งให้คนแก่ แบ่งให้เด็ก หากหามาได้เยอะหน่อย ถามทุกข์สุขกันตามประสา เสียงยำ่เท้าตามทางเดินเล็กๆดังขึ้นที่ไหน มักมีเสียงทักทายและน้ำใจเกิดขึ้นที่นั่น

บ้านใต้ถุนโล่ง มีลมพัดมาเย็นสบาย ทุกๆบ้าน เมื่อถึงคราวนั่งลงพักผ่อนที่ใต้ถุนบ้าน กินข้าวกับอะไร?  กินข้าวด้วยกันไหม? น้ำใจเกิดขึ้นเมื่อมองเห็นผู้เดินทางผ่านหน้าบ้าน และอีกหลายการพูดคุยที่นำไปสู่อีกหลายกิจกรรมร่วมกันในอนาคต

ตอนนี้ความไว้ใจกันดังญาติพี่น้องของคนชนบทถูกกั้นด้วยกำแพงคอนกรีตที่ไม่ได้กั้นแค่เพียงทิศทางลม ไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่าทำไมกำแพงอิฐเพียงแค่แถวเดียวจะทำอะไรได้ หรือแค่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เจริญเท่านั้นหรือเปล่า? ชีวิตคนเมืองศิวิไลขนาดนั้นเชียวหรือ? เมื่อความเป็นเมืองระบาดไปสู่ชนบท วิถีีชีวิตที่ดีงามหลายอย่างเริ่มเลือนหาย ชนบทกำลังจะกลายเป็นเมือง เมือง เมือง เมือง เมืองอย่างงั้นหรือ?

ในเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นคอนกรีต และแน่นอนกำแพงคอนกรีต หรือจะเป็นประตูรั้วหลากหลายแบบ มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย คนในเมืองใช้แอร์ไม่ใช่การนั่งรอให้กระแสลมพัดมาหา เพราะอากาศในเมืองไม่น่าภิรมย์เขาจึงใช้แอร์ และคนในเมืองจึงเกิดอาการติดแอร์ ปัจจัยจำเป็นต่อชีวิต บางทีคนชนบทก็อยากใช้แอร์ด้วยเหมือนกันหรือเปล่า ถึงได้ทำกำแพงขึ้นมากันมากนัก

วันก่อนเห็นกับตาว่า กำแพงในเมืองไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของสถานที่เท่านั้น แต่ยังกั้นคุณค่าของคนให้ห่างชั้นกันไปด้วย น่าเศร้าที่ชีวิตของคนที่อยู่คนละฝากกำแพงนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ การรักษาเมื่อป่วยไข้ การหาที่ซุกหัวนอน หรือแม้กระทั่งความสามารถในการหาหนังสือดีดีซักเล่มมาให้ลูกวัยซนของตนได้อ่าน

กำแพงไม่ได้ผิดอะไร คนงานก่อสร้างกำแพงก็ไม่ได้ผิดอะไร เราก็แค่อยากรู้ว่าคนที่อยู่ทั้งสองฟากของกำแพงเขาคิดอะไรกันอยู่นะ มันสะท้อนออกมาเป็นกำแพงที่กั้นแทนรั้วไม้ไผ่ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นๆในชนบทหรือเปล่า หรือเพียงกำแพงกั้นเฉยๆ ไม่ได้มีความหมายอะไรให้คิดมากขึ้นเป็นพิเศษ…

ให้ความเห็น

Filed under วัฒนธรรม, วิถีชีวิต

ท่ารถโดยสาร-สนามบินสุวรรณภูมิ

วันนี้ขึ้นรถเมล์ไปทำงานที่ท่ารถโดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ผจญภัยคนเดียว เรื่อยๆเปื่อยๆ…….

บรรยากาศชื้นๆ หลังฝนตกเมื่อคืน ผนวกกับกลิ่นควันรถ และเสียงหื่มๆ จากรถติดเครื่องร้องเรียกผู้โดยสารเร่งออกจากท่า เสียงรถตู้เรียกผู้โดยสาร คนเดินไปเดินมา มีคนหลายคนมานั่งรอรถเทียบท่าลุ้นกันอย่างใจเย็น ท่ารถโดยสารที่นี่ บรรยากาศแทบไม่แตกต่างจากท่ารถที่หมอชิต (ต้องนั่งดมควัน และแมลงวัน) แต่คนน้อยกว่า อากาศดีกว่า เพราะอยู่บ้านนอก มิใช่บ้านในใจกลางกรุง)

การรอรถนานเกิน 15 นาทีของเรา ทำให้ได้มีโอกาสคุยกับพี่กระเป๋ารถเมล์ ทำให้รู้ว่ารถ Bus ที่นี่ จะออกรถทุกๆ 15 นาที  (อันนี้เราหาข้อมูลจากเว็บนี้มาแล้ว แล้วก็นั่งสังเกตมาพักใหญ่แล้วล่ะ) แต่ดันดวงดีรถเราเลยรอนานกว่าคนอื่นเขา เราเลยได้นั่งเล่นอยู่เกือบชั่วโมง เจอพี่กระเป๋าเลิกงานแล้วจะกลับบ้าน แกใจดีเล่าให้ฟังว่า  Bus วิ่งทั้งคืน ที่นี่มีคิวรถตู้ด้วยนะ ไปทั่วกรุงเทพเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าวิ่งทั้งคืนหรือเปล่า ถ้าเราผ่านที่นี่แล้วก็ไปอย่างรีบๆ ก็คงไม่ต่างกันกับไปเที่ยวแบบนั่งรถผ่าน คุณอาจบอกได้ว่าเคยไปแต่คุณก็ไม่อาจบอกได้อย่างเต็มปากว่ารู้จัก ถ้าไม่ใช้เวลาสัมผัส สังเกต หรือสนใจในรายละเอียด บางทีเราอาจจะได้รู้อะไรใหม่ๆ อย่างพี่กระเป๋าเขาสังเกตว่ารถคันที่เรารออยู่ เพิ่งออกไปไม่นานจากการดูรอยรถยนต์ที่ยังใหม่ๆอยู่ บุคลิกพี่เขาน่าจะเป็นนายพรานมากกว่า ความรู้แบบนี้น่าจะเป็นความชำนาญแบบฝังลึก แต่ว่าป่าไม่ค่อยมีแล้วนี่นะ เหมือนกับที่เมื่อวานอ่านวารสารแล้วมีการ์ตูนล้อว่าชาวนาอยู่ทำนาเป็นเกษตรกรดีเด่น แต่มาขับรถเมย์ หรือเป็นกระเป๋ารถ อยู่แบบลำบาก ความหมายคงประมาณว่าอาชีพดั้งเดิมอย่างทำการเกษตรนั้นมีคุณค่าและทำให้ชีวิตมีคุณภาพได้ แต่ก็น่าเห็นใจเพราะปัญหาเรื่องรากเหง้านี้ซับซ้อน เพราะความคิดคนมันซับซ้อน พี่กระเป๋าดูบุคลิกใจดี แม้สีหน้าแววตาจะเศร้าๆ เราเดาว่าค่าแรงอาจน้อยหรือคงเหนื่อยจากงาน ปากดำอาจเพราะสูบบุหรี่แก้เครียด อันนี้ก็นึกไปเรื่อย

มองไปรอบๆสังเกตว่าผู้ที่มาใช้บริการโดยรถ Bus ที่นี่ เวลาเช้า ส่วนมากจะไม่ใช่คนเดินทางโดยเครื่องบิน เป็นคนเดินทางไปทำงานอย่างเรานี่ล่ะ

วันนี้เป็นวันแรกบนรถสาย 555 แต่บรรยากาศมันไม่ฮา มันเหี่ยวๆหู่ๆ ไปตามสภาพอากาศชื้นๆ ได้ยินคนขับรถวัยเกือบหกสิบพูดถึงตัวเองว่า ขับรถมาแล้ว 20 ปี แต่ยังอยู่ระดับกลาง ถ้าขับซัก 25 ปี คงได้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น แต่แกก็หัวเราะแบบปลงๆ ว่า ป่านนั้นแกก็คงจะเกษียณพอดี แถมอารมณ์ขันด้วยว่าถ้าแก่ขนาดนั้นเวลาเปรกรถกลางถนน คงเปรกจนตัวโก่ง พร้อมกับคิดภาพตัวเองแก่ๆแล้วพยายามเบรกรถ จากนั้นก็หัวเราะ แกก็น่ารักดีนะลุงขับรถ 555 เนี่ย

เขียนบลอกวันนี้อาจจะดูเรื่อยเปื่อยไปบ้าง ตามสภาพอารมณ์ เกิดคำถามหนึ่งผุดขึ้นมา ว่าจะเอาไปถามเพื่อน “คุณว่าคุณภาพชีวิตนั้นราคาเท่าไหร่ ?”

ให้ความเห็น

Filed under วิถีชีวิต