Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

หนีร้อนไปพึ่งเย็น…

วันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา มีชาวกรุงจำนวนไม่น้อย เลือกจะหลีกหนีความวุ่นวายที่มีอยู่ทุกย่างก้าวในเมืองหลวงไปซักแห่ง ที่ที่ใครบางคนหวังไว้ว่าจะยังไม่กลายเป็นสังคมที่บูชาเงินเต็มขั้น ไปอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ มารดาของทุกชีวิต เพื่อชาร์ตพลังให้พอมีแรงกลับมาวิ่งวนอยู่ในสังคมที่ยกย่องวัตถุมากกว่าจิตใจของคนตามเดิมในปีใหม่ที่จะมาถึง

กรุงเทพไม่หนาวแล้ว…

จะว่าไปตัวฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันวางแผนไปที่ภาคเหนือไปที่พิษณุโลก สุโขทัย ก่อนการเดินทางก็ยังคอยลุ้นกับผลการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเก้น แล้วก็ผิดหวัง นึกเป็นห่วงประเทศเกาะที่จะต้องจมหายไปในทะเลเพราะน้ำแข็งละลาย แต่ตอนนี้นึกสงสารตัวเองที่อยากสัมผัสอากาศหนาวที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ และต้องผิดหวังอีกครั้งเพราะเมื่อไปถึงสุโขทัย แม้จะอิ่มใจไปกับพุทธรูปที่งดงามที่สุดและอาหารอร่อยมาก แต่ก็มีเพียงสายลมแผ่วเบาเท่านั้น ไม่หนาวเลย ซึ่งฉันก็ไม่ละความพยายามตามเจตนาเดิม เลยตัดสินใจเดินทางต่อไปที่เขาค้อ เพชรบูรณ์

บนยอดเขาค้อตอนกลางวันอากาศเย็นสบายแต่ไม่หนาว แต่ตอนกลางคืนอุณหภูมิประมาณสิบกว่าองศา ได้สัมผัสอากาศหนาวแล้วปีนี้ ขณะที่พักอยู่ที่นี่ฉันสังเกตว่าส่วนมากคนที่มาพักรีสอร์ทแนวธรรมชาติแบบนี้ล้วนแต่เป็นคนในเมือง ทำให้เห็นว่าแม้จะเลือกใช้ชีวิตแบบเมืองมากเท่าใดแต่สุดท้ายก็จะโหยหาความสงบและซบอกของธรรมชาติเช่นเดียวกับฉัน ถึงที่นี่เพรชบูรณ์ ฉันอดคิดไม่ได้ว่าที่ดั้นด้นมานี่เพื่อสัมผัสอากาศหนาว หรือเพียงเพราะอยากใส่เสื้อกันหนาวที่ซื้อมาแพงแล้วถ่ายรูปกันแน่ ดูไม่ค่อยคุ้มกับการเดินทางไกล ฉันจึงตั้งใจว่าจะทบทวนตัวเองที่นี่ในปีที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกข์น้อยที่สุดในปีหน้า

ภูเขาหัวโล้น…

เมื่อเดินทางมาถึงเขาค้อ พอได้เห็นกับวิวภูเขาที่สวยงามสลับไล่สีครามของท้องฟ้า ก็ทำให้หายเหนื่อยไปได้แยะ หากพูดถึงเพชรบูรณ์ หลายคนอาจนึกถึงความงามแบบสวิตเซอร์แลนด์ แต่ฉันนึกถึงมะขามหวานเพราะอร่อยที่สุด บางคนอาจคิดถึงอาหารป่าที่หลบรอดด่านเจ้าหน้าด่านตรวจสัตว์ก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ยังมีสัตว์ป่าที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ฉันคิด เมื่อรถแล่นไต่ไปถึงยอดเขาค้อ ทำให้เห็นภูเขาเหล่านั้นในระหว่างทางในระยะชัดลึกผ่านเลนส์ Nikon D60 ภูเขากลายเป็นพื้นที่ปลูกทำพืชไร่ โดยส่วนมากปลูกแบบขั้นบันได ประวัติศาสตร์บอกว่าที่นี่เคยเป็นที่พักพิงของเหล่าผู้เสียสละ รัฐบาลจึงให้ประชาชนทำไร่ ถางป่า ชาวบ้านก็จะมีที่ทำกิน สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ผู้ไม่ใช่คนในท้องถิ่นอย่างเราๆจะผิดหวังกับธรรมชาติที่ไม่งดงามบ้างก็คงไม่เป็นไร

รีสอร์ทที่สร้างป่า...

เมื่อถึงคราวต้องเลือกที่พัก มีรีสอร์ทจำนวนมากให้เลือก พบว่าทุกรีสอร์ทมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาปลูกดอกไม้สวยๆ เต็มไปหมด สวยมาก ฉันเลือกพักรีสอร์ทที่มีต้นไม้มากที่สุดของที่นั่น และพบความน่าสนใจหลายอย่าง เช่น แทนที่จะถางป่าเพื่อทำรีสอร์ทกลับทำรีสอร์ทเพื่อให้กลมกลืนกับป่าแทน และรีสอร์ทนี้อากาศเย็นกว่าที่อื่นด้วย น่าแปลกที่ป่ากลับอยู่ในรีสอร์ท แต่ภูเขาข้างๆกลับหัวโล้น สร้างผลผลิตจากป่าที่ปลูก เช่น มีการปลูกผัก ชา พืชสมุนไพร เป็นอาหารแก่นักท่องเที่ยว ขาย ทำเครื่องสำอางและยาจากสมุนไพร หรือไม้ไผ่ก็สามารถเป็นของใช้ในบ้านพักได้หลายอย่างเช่น เอามาสานเพื่อทำโคมไฟสุดเก๋ เป็นต้น
ทำให้คิดไปได้ว่ารีสอร์ทนี้เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมได้เลย เพราะถึงจะสร้างรายได้ แต่ก็เป็นการอนุรักษ์ป่า ยกย่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและอาศัยสิ่งนี้เลี้ยงชีพ

แนวคิดที่ได้มา…

ถ้าไม่เข้าไปหาความรู้ เราก็จะไม่มีวันรู้ เลยตัดสินใจเดินไปถามคุณสน เจ้าของที่พัก ในคืนวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ถึงแนวคิด เพื่อขอความรู้ในฐานะผู้น้อยด้อยประสบการณ์ ซึ่งคุณสนใจดีเล่าว่า “ทุกอย่างเริ่มที่ความคิด หากเราคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราก็จะพบว่าเราตัวเล็กนิดเดียว เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราก็จะไม่ทำลายธรรมชาติ ถ้าเรานำเอาทรัพยากรมาใช้ เราก็ต้องสร้างทดแทนให้เท่ากับที่เราใช้ไป แต่คนจำนวนมากกลับคิดว่าคนอยู่เหนือธรรมชาติ จึงกลายเป็นทำลายบ้านของตัวเอง ประเด็นคือเราต้องใช้อย่างมีกรอบ ” “แนวทางการทำธุรกิจคือเราต้องอยู่ได้ด้วยตนเองให้มากที่สุด ใช้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมากมากมายในท้องถิ่น เพียงหว่านพืชลงไปในดินเราก็มีอาหารกินอย่างอุดมสมบูรณ์ เราต้องเป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ชาวบ้านก็จะอยู่ได้ถ้าพึ่งตนเองได้ แม้ใครจะหาว่าเราเชยไม่ทันสมัยบ้างก็ไม่เป็นไร ตั้งใจให้สิ่งที่ทำมีคุณภาพมากที่สุด เราก็จะอยู่ได้ ถ้าเราไม่วิ่งไปตามกระแสที่ต้องคิดถึงแต่เรื่องกำไร ขาดทุน เราก็จะไม่เหนื่อย หากงานที่เราทำสามารถพัฒนาความคิดและจิตใจของเราให้สูงขึ้นก็เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข” และอีกหลายประเด็นจากประสบการณ์ที่เข้าใจโลกและธรรมะอย่างลึกซึ้ง ฉันแอบหวังว่าจะได้มีโอกาสมาคุยกับคุณสนอีก

ก่อนเดินทางกลับ ฉันรู้สึกมีพลังอย่างมาก อาจเพราะได้พักกาย ได้กินพืชผักสดๆ และปลอดสารพิษ อากาศที่หายใจบริสุทธิ์ และเกิดความมั่นใจในแนวทางการใช้ชีวิต นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าประทับใจอีกครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว.

ปี 52 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายอย่าง เริ่มจาก งาน ความรัก ครอบครัว มากมายจนบรรยายไม่หมดแต่ที่รู้แน่ๆ คืออ้วนขึ้น ฮ่าๆๆ ลดน้ำหนักไม่ลงเลยทีเดียว เอิ้กๆๆ

ความฝันบางอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สวนทางกับทิฐิที่กำลังสลายไปอย่างช้าๆ กับเวลาและทางเลือกที่มีให้เดินเมื่อถึงจุดหนึ่งๆ ของชีวิต

ปี 53 คงมีความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง ทุกๆวัน ทุกๆสถานที่ สอนให้เราเรียนรู้ รู้จักชีวิต

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันตัดสินใจหางานอดิเรกทำ คิดอยู่ตั้งนานว่าจะหาอะไรทำดี ที่ทำได้ยาวๆ โดยไม่เบื่อ เหมาะกับความสามารถ ความสนใจ อุปกรณ์ที่มีอยู่ และต้องเป็นงานอดิเรกที่นอกจากฉันจะมีความสุขแล้ว คนอื่นก็จะได้รับประโยชน์ด้วย ฯ

หลังจากรวมความปรารถนาทุกอย่างเข้าด้วยกัน http://www.flickr.com/photos/joynarumon/ ก็เกิดขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มเอาภาพขึ้นได้ซักพักนึงแล้ว คิดว่าอย่างน้อยๆ จะทำงานนี้ซัก 4-5 ปี เชื่อว่าน่าจะได้คลังภาพที่จะเป็นประโยชน์กับคนชอบหาภาพประกอบรายงาน การเรียนการสอน ที่มักหาได้ยากบนโลกออนไลน์นะคะ

สำหรับนโยบายการเผยแพร่ก็แค่เพียงอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้าค่ะ *=*

ฉันทำงานเป็นผู้ประสานงานข้อมูลวัฒนธรรมได้พักนึงแล้ว

คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวฉันเป็นระยะๆ เมื่อไปพบเจอข้อมูลดีดีใหม่ใหม่ ที่ฉันตระหนักว่ามันมีคุณค่า พอที่จะนำมาเก็บรักษา และเผยแพร่ในคลังเอกสารสาธารณะ  http://openbase.in.th/ และที่กำลังจะกลายเป็นห้องสมุดสาธารณะบนเว็บไซต์ในอนาคตอันใกล้นี้ คำถามนั้นก็คือ ทำไมต้องศึกษา และพยายามรู้จัก เข้าใจเรื่องวัฒนธรรม ?

ด้วยเกรงว่า สิ่งที่ตัวเองทำ และใช้เวลาส่วนมากในชีวิตทำอยู่ จะไร้ค่า เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูล ก็เลยต้องมาพึมพำกับตัวเอง และพยายามทำให้ความรู้สึก กลายเป็นตัวหนังสือ

ฉันยังไม่ใช่ นักมานุษยวิทยา ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ฉันเป็นเพียงคนที่อ่านข้อมูลเหล่านี้ รวบรวม เชื่อมโยง ให้ทุกคนเข้าถึง และเพียงอยากหาเหตุผลว่าทำไมคนอื่นต้องอ่านข้อมูลเหล่านี้  คิดว่า…

  • การอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต น้อยนัก ที่จะได้ข้อมูลที่เป็นจริง จากแหล่งที่มาที่เป็นจริง ข้อมูลที่ฉันรวบรวมมาเก็บไว้ในห้องสมุดในอนาคตนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ และอ้างอิงได้ เพราะเป็นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าเอาไปใช้ก็อย่าลืมอ้างอิงแหล่งที่มานะ สำคัญมาก
  • หากสนใจ ใคร่รู้เรื่องราวเฉพาะ ที่อยู่ในวิถีชีวิต ก็เหมาะมากที่จะเปิดมายังเว็บนี้ เช่น หากสงสัยเรื่อง ข้าว ว่าคนประเทศเราภาคกลาง และใต้กินข้าวเจ้า แต่คนภาคอีสาน กับภาคเหนือกินข้าวเหนียว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นแล้วคำพูดที่ว่า แต่ก่อนคนไทยกินข้าวเหนียว และถ้าอย่างนั้นข้าวเจ้ามาจากไหน หากคุณสนใจมากขนาดนี้ ในภาวะชีวิตที่มีเวลาน้อย แล้วยังต้องแบ่งเวลามาหาคำตอบจากแหล่งที่มาทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือผู้รู้ ซึ่งฉันคิดว่าเมื่อใช้เวลาของฉันไปกับมันแล้ว ฉันจะแบ่งปันให้กับทุกคน เพื่อจะได้ประหยัดเวลาในการเข้าถึงความรู้จากแหล่งต่างๆ จากการเชื่อมโยงในเว็บนี้
  • ฉันพบว่า การได้รู้เรื่องราวในอดีต มันตอบคำถามวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราได้ ว่าทำไมคนประเทศเราจึงกินข้าว ไม่ได้กินขนมปัง ทำไมจึงใส่ผ้าฝ้ายไม่ใส่ผ้าลินิน ทำไมแต่ก่อนผู้คนอาศัยอยู่บ้านไม้ ไม่ใช่คอนโด ภาษาไทย เอกลักษณ์ประจำชาติ ที่เราพูดกันทุกวันนี้มีที่มาจากไหน และการรู้ว่าในอดีตตัวเองเคยทำอะไรมาก่อน ประสบการณ์นั้นก็ควรจะมีค่า ในฐานะภูมิปัญญา ที่เป็นพื้นฐานความคิดสิ่งใหม่ๆให้กับเรา เพื่อชีวิตของคนในอนาคต
  • ………………..

ดูเหมือนว่าฉันจะเริ่มสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว …

งานที่ฉันอยากทำ

เมื่อวานพี่แต๊กพี่ที่ทำงานถามว่า นอกจากงานที่ทำอยู่ สนใจทำงานอะไรอีก พอดียังไม่มีโอกาสได้ตอบ ตอนกลับก็นั่งคิดบนรถไฟฟ้ามาตลอดทาง เลยลองนึกหลักที่ตัวเองนำทางใช้ตัดสินใจเข้าทำงานหนึ่งๆ คิดไว้เล่นๆแต่ก็ทำจริงๆ

  • งานนั้นสามารถเลี้ยงชีพได้ (แค่พอให้มีชีวิตอยู่) และต้องควบคู่ไปกับผลของงานนั้นต้องเพื่อประโยชน์ของคนจำนวนมากในสังคม ถ้าเลือกเจาะจงลงไปได้ ก็เลือกที่จะทำงานเพื่อเด็ก และเยาวชน
  • งานที่ทำสอดคล้องกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เลยต้องกลับมาดูอีกว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างวะเนี่ย ?

- ต้องดูมาว่าจบอะไรมา จบสาขาเทคโนโลยีการศึกษา มีทักษะ ด้านการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา (เขียนบทวีดีโอ, เขียนบทเรียน, ตัดต่อก็พอได้ ,ทำเว็บอับเว็บก็พอได้, ผลิตสื่อการศึกษา)

- ต้องดูว่าเคยทำงานอะไรมาบ้าง  งานหลัก ฝ่ายวิชาการและเผยแพร่ (งานผลิตสื่อแผนงานทุกชนิด, จัดประชุม,งานกราฟิกถนัดอารมณ์แนวเด็กๆ เขียนบทความ-ข่าว,  ทำจุลสาร, นิทรรศการเผยแพร่,งาน e-vent) งานอดิเรก งานผลิตสื่อการศึกษา

- งานที่ทำอยู่ตอนนี้ งานประสานงานข้อมูลวัฒนธรรม หน้าที่ ประสานงานติดต่อกับหน่วยงานที่มีข้อมูลด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก เพื่อนำมาช่วยเผยแพร่ และเก็บรักษาให้เป็นคลังเอกสารสาธารณะ  เป็นแหล่งเรียนรู้แหล่งที่สำคัญในอนาคตของเด็ก และเยาวชนไทย งานนี้ได้ประสบการณ์เรื่องการประสานงาน รู้สึกโตขึ้น จากการการที่ได้วางแผนงานด้วยตนเอง และจากการได้เรียนรู้การทำงานจากเพื่อนร่วมงานที่มีความพิเศษเฉพาะตัว งานนี้ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ด้านบน? ตอบได้ มาก แต่ก็อยากวางทิศทางเพื่อการก้าวเดินต่อไปในอนาคต การพัฒนาตนเอง ขยายความสามารถ

อันที่จริงไม่ได้แคร์ว่าจะต้องเด่น ดัง ทำงานด้านหน้า หรือด้านหลัง ทำงานอะไร ที่ไหนก็ได้ที่รู้สึกว่างานที่ทำมันมีคุณค่า ที่ความสามารถพอจะทำได้ ถ้าพัฒนาได้ และนำไปสู่ความสามารถจะทำงานที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้นจะ happy มาก

ความสนใจตอนนี้และอนาคตอันใกล้

  • สนใจเรื่องการศึกษาของเด็ก และเยาวชนบนสื่อในโลกดิจิตอล
  • สนใจเรื่องการผลิตสื่อเพื่อเด็ก ช่วงปฐมวัย
  • งานอดิเรก ทำ hi5 ชวนอ่าน http://lets-read.hi5.com , เรียนวาดการ์ตูนฯ

ปัจจุบัน กำลังเลือกดูๆสาขาเรียนที่จะต่อ ว่าจะทำควบคู่กับการทำงาน พร้อมเก็บประสบการณ์ทำงานต่อไป

ทุกครั้งที่รู้สึกเศร้าหมอง ผิดหวัง โดดเดี่ยว หรือเกรี้ยวกราด เป็นบ้าเป็นบอ

มีสิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนเพื่อนผู้ทำหน้าที่ปลอบประโลม ให้คลายความรู้สึกเหล่านั้น “หนังสือ”

เพื่อนผู้ไม่ได้ให้เพียงความรู้ แต่เป็นได้ทั้งเพื่อนคลายเหงา เล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังมากมาย ได้พบความ
งามที่ละเมียดละไมในหนังสือ ความงามที่สายตาของเรามองไม่เห็น

สำหรับฉัน การได้อ่านหนังสือในภาวะอารมณ์ถูกกระทบนั้น ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจอย่างประหลาด

บ่อยครั้งที่เหตุผล กับอารมณ์มีปากเสียทะเลาะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

บ่อยครั้งที่ทั้งคู่เสียต้องเสียน้ำตา ให้กับทิฐิของตัวเอง และทิฐิของอีกฝ่าย

หลายครั้งที่จบลงด้วยคำขอโทษ บาดแผล ความเศร้าระทม ความฝังใจ เราต้องเผชิญกับความ “อดทน” และเราต้องทำใจยอมรับการให้ “อภัย” ซึ่งกันและกัน เราต้องเพิ่ม “การรับฟัง” “การทำความเข้าใจ” ให้มากที่สุด มากพอที่จะเห็นทางออก

ผนวกกับความ “เมตตา” และคิดถึงคำพูดดีดีจากหนังซักเรื่อง เช่น เราโกรธ เกลียด บ่น ด่าได้มากที่สุดที่จะทำได้ แต่สุดท้ายเราต้องปล่อยมันไป (ในฉากใกล้ตาย) จากเรื่อง Benjamin Button

ซึ่งเรื่องบางอย่างเราก็ต้องปล่อยมันไปจริงๆ สุดท้ายเมื่อผ่านเรื่องที่ว่ามาทุกอย่างด้วย “เวลา” ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถี นำพาเราไปด้วยตั๋วเที่ยวเดียว

การ “ทำใจ” ปลงต่อความจริงของโลก ยอมรับในความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของทุกสิ่ง การปรับตัว การเติมเต็ม การพยายามหาทางออกเชิงบวกจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้วาทกรรมระหว่างเหตุผล และอารมณ์ยุติ

พันธนาการของประชาธิปไตย

ยังจำได้เมื่อครั้งจากตำราเรียนเมื่อครั้งยังอยู่ชั้นปฐม-มัธยม ที่ระบุในหนังสือเรียนให้จดจำว่า ประเทศไทยเป็นยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ตอนนี้ได้มาอยู่ใจกลางประเทศ มีคำถามผุดขึ้นในใจทุกเวลาที่ได้ยินคำว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ของประเทศไทยตอนนี้เป็นแบบไหน

คำจะมีความหมายอย่างไรก็ได้ สำคัญที่การปฏิบัติ ประชาธิปไตยที่ซื้อเสียงและตกเป็นทาสนายทุนมาหลายสิบปี นี่คือประชาธิปไตยหรือเปล่า?

แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา ตามหลังอเมริกาเป็นร้อยปีเรื่องความเป็นประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันก็ไม่น่าจะกำลังถอยหลังเข้าคลองอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

การมองโลกโดยใช้ธรรมชาติเป็นตัวตั้ง จะได้เห็นความเป็นมาของทุกสิ่งที่เกื้อกูลกันเป็นทอดๆ การใช้ชีวิตร่วมกันของสิ่งมีชีวิต การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ผู้ล่า เหยื่อฯ ที่เราเรียกห่วงโซ่ หรือสมดุลธรรมชาติ

หากเราพิจารณาเปรียบเทียบ กับธรรมชาติ แง่มุมบางอย่างอาจจะทำให้มองเห็นโลกมากขึ้น ช่วยให้ค้นพบเหตุผล หรือคำตอบบางอย่าง ที่เราเคยตั้งคำถามและสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

การหาคำตอบเรื่องบางอย่างที่ยากแก่การตัดสินใจ หากใช้วิธีนี้ทำให้มองเห็นบางเรื่องง่ายขึ้นเยอะ ก็เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง

มีคนกล่าวว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เป็นธรรมชาติ คงเพราะศาสนาพุทธกล่าวถึงเรื่องกฏแห่งกรรม ผลของการกระทำที่สืบเนื่องมาเป็นทอดๆ ธรรมชาติก็เช่นเดียวกัน.

เช้าวันนี้เป็นวันที่หมดแรงสุดๆ จนแทบจะเป็นลมอยู่หลายรอบ ผลมาจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นวานนี้ ก๋วยเตี๋ยว กับ ผัดไท ในละแวกหอหัก

ผลของการอยากออกไปกินอาหารข้างนอก เพื่อจะได้ถือโอกาสยืดเส้นยืดสายบ้างนั้นช่างน่าผิดหวังจริงๆ ผิดหวังยิ่งกว่าโผคณะรัฐมนตรีของนายก ผิดหวังยิ่งกว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในยามเศรษฐกิจในกระเป๋าฝืดเคือง ที่ตามมาหลังความผิดหวังคือความเศร้า และความเซ็ง ในการรับสภาพของสารพิษจากอาหารที่พร้อมใจกันแผลงฤทธิ์ในท้องของข้าพเจ้านั่นเอง

หลังจากที่เริ่มหันมาทำกับข้าวกินเองเมื่อปีที่แล้ว เพราะร่างกายสะท้อนว่ารับสารพิษมาเกินขนาดตั้งแต่เด็กจนสาวสวยแล้ว (อิอิ..) ซึ่งมีหลักฐานจากการบ่นในบล็อกของตัวเองในก่อนหน้านี้ ตอนนี้เวลาแบบนั้นได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นความสามารถพิเศษ หรือว่าเป็นกรรมที่อ่อนไวกับสารพิษ รู้สึกทรมานกับมันมากกว่าเพื่อนๆหรือคนอื่นๆที่เขาก็กินเช่นเดียวกัน หรือบางทีคนอื่นอาจไปแผลงฤทธิ์ตอนแก่กว่านี้หรือเปล่านะ

ข้าพเจ้าจะขอบรรยายอย่างละเอียดเลยละกันว่า ก๋วยเตี๋ยว และผัดไท ที่ว่านั้นมีหน้าตายังไง เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพ

เริ่มจากก๋วยเตี๋ยว ร้านนี้เพิ่งเปิดใหม่ในซอย เราก็กะว่าจะเป็นความหวังใหม่ เหมือนกับได้นายกใหม่ อู อย่านอกเรื่อง! หวังว่าจะมีร้านที่กินแล้วไม่เกิดอาการเหมือนกับเกือบทุกร้านที่เสี่ยงชีวิตกินในซอยก่อนหน้านี้ ผลปรากฏว่าช่างสามัคคีกันดีมาก เริ่มจากน้ำก๋วยเตี๋ยวที่คาดว่าจะใช้ผลชูรสสองห่อใหญ่ๆเทลงไปในน้ำร้อนที่ติ๊ต่างเรียกว่าน้ำซูป (เคยแอบเห็นของจริงมาแล้ว ขนหัวลุกเลย) ลูกชิ้น เนื้อ เครื่องใน ที่ถูกแช่แล้วกรุบกรอบ (ไม่รู้ใช้สารอะไรไม่เชี่ยวชาญ ไปเรียนต่อเรื่องนี้ดีมั๊ยเนี่ย!) สารฟอกสีให้ขาวจั๊ว ถั่วงอกที่ทั้งขาว และแข็ง (สารฟอร์มาลีน เมื่อไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่าเลยไปเช็คกับเน็ตดู ปรากฏไปรู้เพิ่มมาว่า มันเป็นสารก่อมะเร็ง เหอๆ)

เพราะความตะกระแท้ๆ หิวจนตาลาย คิดว่าความรู้สึกคำแรกของผงชูรส และเนื้อที่เปื่อยยุ่ยผิดปกตินั้นจะเป็นอันตรายน้อยกว่าโรคกระเพาะอาหาร เธอเลยกินจนหมดเลย นี่ยังไม่รวมบรรดาเรื่องคุณภาพของเครื่องปรุงนะ และแล้วเมื่อก้าวออกจากร้านก็เริ่มอาการคอแห้ง เวียนหัว และคลื่นไส้ อาการอาหารเป็นพิษ ที่เคยไปหาหมอใช้บัตรประกันสังคมแล้วผิดหวังกับบางเรื่องอีกนั่นล่ะ

ต่อมาก็คิดว่าน่าจะหาอาหารที่จะมาช่วยบรรเทาอาการได้เลยนึกถึงผัดไทที่ยังไม่เคยกินมาก่อนเหมือนกัน (ภาษิตไทยเรียกหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ) ครั้นแล้วปรากฏว่า ผัดไทที่สั่งมาหน้าตาน่ากลัวขึ้นมาจากน้ำมันและกะทะ กุ้งเล็กๆสีแดง ผัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วงอกที่ได้มาเป็นส่วนผสมมากกว่าก๋วยเตี๋ยวหลายเท่านัก เราเลยกินไปนิดนึง (เดี่ยวขาดทุน) อยากถ่ายรูปถั่วงอกมาให้ดูมาก แต่กลัวโดนเจ้าของร้านอัด เลยรีบเดินกลับห้อง ทั้งเวียนหัวและอยากอาเจียน ซึ่งระหว่างทางรีบไปซื้อนมสดมาด้วย

ถึงห้องก็จัดการเลย ดื่มน้ำมากๆ ล้วงคอให้อาเจียนแล้วก็ดื่มนม กับน้ำ แล้วก็กินยาสมุนไพรล้างพิษปรากฏว่าเขาสู้กันดุเดือดมาก ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน และท้องเสียตอนตีสี่ตีห้าต่อ โอ้! สุดๆ จำรอบไม่ได้ แล้วก็เริ่มคิดว่าต้องหาข้าวกินเพื่อให้ไม่เป็นลม เลยหุงข้าวแล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีผัดผัก กับแกงจืด ซึ่งวันนี้สาบานกับตัวเองไว้ว่าจะไม่แตะผงชูรสเด็ดขาด กินได้หน่อยเดียว เลยมานั่งบ่นให้คุณๆฟังนี่หล่ะ

ตะกี้ไปเปิดดูบทความเกี่ยวกับสารฟอร์มาลีนในอาหาร ปรากฏว่าที่จริงนั้นมันมีโทษกับผู้ขาย แต่โทษไม่หนักมากหรอกค่ะ กำลังพยายามคิดว่าจะทำไงต่อไป แจ้งกระทรวงสาธารณสุขเลยมั๊ยใกล้แค่นี้เอง สงสารคนทำมาหากินอีกหล่ะ แอบโทษตัวเองที่อ่อนไหวกับสารพิษมากกว่าชาวบ้านเดี๋ยวเขาจะว่าทีคนอื่นกินไม่เห็นเป็นไร อย่าสำออยน้อง ศก.ยิ่งไม่ดีอยู่….ฯลฯ เขียนจดหมายถึงนายกดีมั๊ยเนี่ย !ฮึ

คุณภาพชีวิตกับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไปนั้นมีความสัมพันกันอย่างแยกไม่ออก อารมณ์ไก่กับไข่นั่นล่ะ (อะไรมันเกิดก่อนกัน) ทำให้เห็นว่านอกจากผู้ขายไม่ได้ใส่ใจกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ไม่รับผิดชอบต่ออาหารที่ตัวเองทำขายแล้ว ผู้บริโภคยังขาดข้อมูลข่าวสารถึงการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเช่นนี้ ไม่อยากให้ภาวะคุณธรรมหดหายไปด้วยเลย คนระดับรากหญ้า หรือระดับกลางที่ไม่ใช่คนชั้นสูง ที่ต้องทานอาหารรถเข็น อาหารในซอย อาหารข้างทางจะมีอาหารที่มีคุณภาพทานไม่ได้เชียวหรือ…

จู่ๆ สำนวนภาษาอังกฤษตอนมัธยมผุดขึ้นมาในหัว You are what you eat ครูขาหนูซึ้งกับคำนี้สุดๆเลยค่า ตอนนี้ขอไปนอนพักก่อน เดี๋ยวมาคิดเรื่องนี้ต่อ วันนี้บ่นได้พอสมควรแล้วล่ะ กลับมาที่สภาพของดิฉันตอนนี้เหมือนจะดีขึ้นแล้ว คงรอดตายแล้วค่าวันนี้ เฮ้อ!.

(ขออภัย! หากการใช้ภาษาจะดูมึนๆ งงๆ ความสามารถด้านการอธิบายอาจลดลง เหอๆ)

Older Posts »